กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม
สำหรับกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสิทธิ์ลงรับสมัครเลือกตั้ง และการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ตลอดชีวิต
ระบุพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมในการโพสต์เฟซบุ๊กซึ่งกระทบถึงสถาบัน
แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตทางกฎหมายว่าข้อเท็จจริงของกรณี ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2553 ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะบังคับใช้ และ ก่อนที่น.ส.พรรณิการ์ จะเป็นสส.
การนำมาบังคับใช้เช่นนี้ ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังหรือไม่
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องหาทางออก เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานทางกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่า มาตรฐานจริยธรรมที่วางไว้ มีขอบเขต หรือเส้นแบ่งอย่างไร
เพราะอย่างกรณีน.ส.พรรณิการ์ ที่ถูกดำเนินคดีผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความอาญา ก็ถูกยกฟ้อง
หรือกรณีของนางกนกวรรณ วิลาวัลย์อดีตรมช.ศึกษาธิการ ที่โดนคดีรุกป่า และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตเช่นกัน เวลาต่อมาศาลอาญาทุจริต ก็ยกฟ้องในคดีรุกป่า
สรุปแล้วเมื่อไม่ผิดทางอาญา หรือไม่ผิดกฎหมาย มาตรฐานจริยธรรมที่อยู่สูงเกินกว่า ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าบ้านเมืองที่ใช้หลักนิติรัฐ กลายเป็นรัฐศาสนา ที่ใช้คำสอน และความเชื่อเป็นตัวชี้นำ
ไม่เพียงแค่นั้นองค์กรที่ถูกจับตาและตั้งคำถามมากก็คือป.ป.ช. ที่ถูกกำหนดให้เป็นองค์กรไต่สวนก่อนส่งศาล
เมื่อน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตเช่นกันออกมาเปรียบเทียบกรณีที่พิจารณาจริยธรรมของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ซึ่งหากย้อนดูคำให้สัมภาษณ์ของนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาฯ ป.ป.ช.ที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 64
ที่ระบุเหตุผลการยกคำร้องของ ป.ป.ช.ว่า “เป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไปแล้ว และเป็นเรื่องที่เกิด ก่อนร.อ.ธรรมนัส เป็นรมช.เกษตรฯ และก่อนที่มาตรฐานจริยธรรมจะประกาศใช้”
เป็นคำตอบในอดีต ที่กลับมาเป็นคำถามในปัจจุบัน ว่าสุดท้ายแล้วการจะมีจริยธรรมที่ดี
จะต้องใช้มาตรฐานอันไหนกันแน่!!!
รุก กลางกระดาน