การที่รัฐบาลต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขตท้องที่ จ.นราธิวาส ยกเว้น อ.ศรีสาคร อ.สุไหงโก-ลก อ.แว้ง และ อ.สุคิริน จ.ปัตตานี ยกเว้น อ.ยะหริ่ง อ.มายอ อ.ไม้แก่น อ.กะพ้อ และ อ.แม่ลาน ส่วน จ.ยะลา ยกเว้น อ.เบตง และ อ.กาบัง ไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่ 20 ก.ย.2566
แน่นอนว่า ไม่ส่งสัญญาณออกในทางบวก ยังคงเป็นบรรยากาศเดิมๆ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร
ประชาชนบางส่วนมีความอึดอัดเหมือนเดิม และค่อนข้างคาใจอยู่ เพราะตลอดเวลาการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา หรือกอ.รมน ชี้วัดว่าสถานการณ์ใต้ดีขึ้น เมื่อดีขึ้นแล้ว ก็ไม่ควรต่อกฎหมายเพิ่มอะไรอีก ควรใช้มาตรการผ่อนคลายมากกว่า
เหมือนกับการรักษาอาการผู้ป่วย เมื่อใช้ยาแรงมานาน และ ผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้ว ถามว่าเราจะใช้ยาตัวเดิมหรือจะเปลี่ยนยา เพื่อให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นหรือไม่ อันนี้เป็นทำนองเดียวกัน
สำหรับตนเห็นว่าสถานการณ์ความรุนแแรงลดลงมาก การตั้งด่านตรวจต่างๆ ก็ลดน้อยลง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรยกเลิกหรือไม่ต่ออายุ หรือมีการปล่อยบรรยากาศ เพราะเรากำลังทำสถานการณ์ให้เข้าสู่สภาวะปกติ แต่เหมือนรัฐบาลเองยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร
เมื่อมองดูนโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล ยังไม่มีอะไรใหม่ ยังไม่มีความชัดเจน
แน่นอนว่าช่วงนี้ทุกคนเห็นด้วยกับการพูดคุยเจรจาสันติสุข ที่พอจะส่งสัญญาณบ้าง แต่ต่อจากนี้ไปควรต้องลงรายละเอียดให้มากกว่านี้ว่าจะพูดคุยกันอย่างไรและมีทิศทางอย่างไร ไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม และให้เป็นตัวชี้วัดชัดเจนว่า การพูดคุยส่งผลให้การใช้ความรุนแรงและสถานการณ์ใต้จะ ดีขึ้นมา
พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นยาตัวหนึ่ง ที่จะสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเกิดสันติสุขได้
แต่ถ้ารัฐบาลยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ยังต่ออายุอีก แสดงว่ายังไม่ส่งสัญญาณที่ดีอะไรกับพื้นที่ ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม