ครม.เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย ระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2567 เป็นเฟสแรก ตามนโยบายพักหนี้ 3 ปีของรัฐบาล
งบประมาณที่ใช้ในโครงการตลอด 3 ปี ราว 3.3 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยปีละ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท มีเกษตรกรที่อยู่ในข่าย 2.698 ล้านราย
โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 ก.ย.2566 ไม่เกิน 300,000 บาท, มีสถานะเป็นหนี้ปกติ และ/หรือเป็นหนี้ค้างชำระ (หนี้ 0-3 เดือน)
และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งลูกหนี้เอ็นพีแอล จะเข้าร่วมมาตรการพักหนี้ได้ เมื่อได้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตาม หลักเกณฑ์ของ ธ.ก.ส.แล้ว
ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ได้ตามความสมัครใจ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2567
มาตรการดังกล่าวมีข้อสังเกต และเสียงวิจารณ์นับแต่รัฐบาลประกาศนโยบาย ด้วยมีบทเรียนจากอดีต เพราะช่วงระยะเวลา 9 ปีมีการ พักหนี้ไปแล้วรวม 13 ครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้เกษตรกรยังจนเหมือนเดิม

โสมรัศมิ์ จันทรัตน์
น.ส.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า เกษตรกรจำนวน 4 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของเกษตรกรทั้งหมดมีหนี้สิน
โดยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2566) หนี้เกษตรกรก้อนใหญ่ขึ้น และโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง 75% และเกษตรกรเกือบ 50% ของเกษตรกรทั้งหมด ติดกับดักหนี้ เป็นหนี้ที่ไม่สามารถปิดจบได้ หรือเป็นหนี้เรื้อรัง
มาตรการพักหนี้ในอดีตไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน สะท้อนจากเกษตรกรที่เข้ามาตรการพักหนี้มียอดหนี้สูงขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้ามาตรการ
ไม่ควรพักหนี้แบบเดิมๆ ควรเป็นมาตรการระยะสั้น ตรงจุด ใช้เฉพาะในสถานการณ์รุนแรง, มีกลไกสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มรักษาวินัยการชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง, ไม่ควรใช้มาตรการพักหนี้ เป็นเครื่องมือหลักในการช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงให้เกษตรกร หรือการพักหนี้ทุกฤดูกาล
หากมาตรการที่ออกมาทำแบบเดิมๆ ให้แบบเหวี่ยงแห ให้แบบต่อเนื่อง ยาวนาน และไม่มีเงื่อนไข จะไม่ช่วยแก้หนี้ให้ลูกหนี้กลุ่มไหนเลย

นิพนธ์ พัวพงศกร
นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เคยประเมินข้อดี-ข้อเสียเรื่องการพักหนี้ไว้ว่า 10 กว่าปีมีการพักหนี้กันทุกรัฐบาล แต่หนี้ของเกษตรกรไม่หมดไป
นโยบายพักหนี้ช่วยให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤต ไม่ล้มละลาย ลดความเครียด แต่ก็อาจทำให้เกษตรกรขาดความสามารถในการบริหารเงิน ขาดทักษะการผลิต การตลาด จะยิ่งทำให้เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้นหรือไม่
จึงเห็นด้วยกับการผลักดันแนวทางการเพิ่มรายได้ควบคู่ไปกับการพักหนี้ให้เกิดขึ้นจริงตามแนวทางของรัฐบาลใหม่ นโยบายพักชำระหนี้ เกษตรกรทำได้แต่ก็ต้องมีนโยบายเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่ต่างกับการสร้างกับดักหนี้ให้เกษตรกร

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี เป็นเรื่องที่รัฐบาลหาเสียงไว้ จึงไม่ทำไม่ได้ แต่ก็มีหลายคนวิจารณ์ว่าการพักหนี้เหมือนยาแดง ประชาชนอยากเห็นการแก้ไขหนี้สินระยะยาว หากพักหนี้ระยะเวลา 3 ปี ถ้ารัฐบาลอยากอยู่ถึงปีที่ 4 จะทำอย่างไร
ธปท.เคยศึกษาไว้โครงการพักหนี้เกษตรกรที่ผ่านมา ผู้ร่วมโครงการ เป็นหนี้เพิ่มถึง 70% รัฐบาลจึงต้องเตรียมแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า และต้องเตรียมงบประมาณไว้ในระยะยาว และการบ้านต่อไปของรัฐบาลคือโครงการพักหนี้เอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ชี้แจงว่า การพักหนี้เกษตรกรครั้งนี้แตกต่างจาก 13 ครั้งที่ผ่านมาที่เป็นการประวิงเวลา เมื่อพ้นจากโครงการไปแล้วเกษตรกรไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้น หลายครั้งแย่กว่าเดิม
แต่ครั้งนี้วิธีการในช่วง 3 ปี มุ่งเป้าไปที่การพักภาระ และเมื่อกลับมา เกษตรกรต้องมีความแข็งแกร่งขึ้น โดยกลุ่มหนี้ปกติจะคัดลูกหนี้ ที่ยังอยู่ในโครงการให้ความช่วยเหลือของรัฐออกเพื่อไม่ให้การช่วยเหลือ ซ้ำซ้อน แต่หากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มนี้หมดลงสามารถเข้าโครงการพักหนี้รอบนี้ได้ในระยะถัดไป
และยังมีการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.ผู้เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินเกษตรกรอย่างบูรณาการ โดย ธ.ก.ส.ร่วมกับส่วนงานราชการและหน่วยงานภายนอกดำเนินการอบรมเกษตรกรคู่ขนานไปกับมาตรการพักหนี้
เป็นไปตามมติครม.ที่เห็นชอบการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ของ ธ.ก.ส. งบประมาณ 1,000 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายคือเกษตรกรลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ และสมัครใจเข้ารับการพัฒนาศักยภาพ โดยการจัดอบรมเพื่อส่งเสริมฟื้นฟูการประกอบอาชีพแก่ลูกหนี้ที่เข้าร่วม มาตรการ
ส่วนการดำเนินการที่แยกเป็นเฟสอนุมัติเป็นรายปีนั้น เนื่องจากแบงก์ชาติไม่อยากเห็นการดำเนินการแบบหว่านแห จึงเปิดให้เกษตรกร เข้าร่วมโครงการแบบสมัครใจ
ขณะที่ความเห็นจากภาคเกษตรกรมีเสียงสะท้อนจาก นายอภิสิทธิ์ ชุมยางสิม ตัวแทนเกษตรกร จ.ขอนแก่น เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มเพดาน ยอดพักหนี้ จากที่ครม.มีมติ ไม่เกิน 300,000 บาท เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีหนี้สินมากกว่า 400,000 บาท
ตรงกับข้อมูลของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ระบุ จากข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาจากเครดิตบูโรกว่า 90% ของเกษตรกรไทย มีหนี้เฉลี่ยมากกว่า 450,000 บาทต่อครัวเรือน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยครัวเรือนเกษตรกรมากกว่าครึ่งอยู่ในสภาพเป็นหนี้เรื้อรัง
ทั้งหมดเป็นข้อสังเกต ข้อเสนอและคำชี้แจง ที่ทั้งรัฐบาล รวมถึงผู้เกี่ยวข้องและตัวเกษตรกรต้องรับฟังกันและกัน