กทม. – เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่โลตัส โก เฟรช สาขานวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดตัวโครงการ “ไม่เทรวม x กินได้ไม่ทิ้งกัน” ครอบคลุมพื้นที่ 50 เขตของกทม. พร้อมปล่อยขบวนคาราวานรถขยะไม่เทรวม กิจกรรม “ครัวรักษ์อาหาร” ที่ได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) และอาสาจากชุมชนคันนายาว มาทำกิจกรรมประกอบอาหารโดยใช้วัตถุดิบที่จำหน่ายไม่หมดจากโลตัส โก เฟรช มารังสรรค์เป็นเมนูอิ่มอร่อย
นายชัชชาติกล่าวว่า กทม.ร่วมกับโลตัส เดินหน้าโครงการไม่เทรวม และโครงการกินได้ไม่ทิ้งกันของโลตัส ตั้งแต่ปี 2565 โดยทดลองบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังมีคุณภาพดี ทานได้อย่างปลอดภัย จากร้านโลตัส โก เฟรช 8 สาขาในเขตหนองแขม มอบให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดของกทม. ที่ปฏิบัติหน้าที่กวาดถนน รวมทั้งสนับสนุนโครงการไม่เทรวม โดยแยกประเภทขยะอาหารจากในสาขามอบให้กับเจ้าหน้าที่ของกทม.เพื่อนำขยะไปจัดการต่ออย่างถูกประเภท และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น ทำปุ๋ยบำรุงต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ จนเกิดเป็นโครงการความร่วมมือ ไม่เทรวม x กินได้ไม่ทิ้งกัน ขึ้น และขยายผลในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ เหนือ รวม 6 เขต ครอบคลุมร้านโลตัส โก เฟรช 33 สาขา ต่อ ยอดมาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันได้ดำเนินโครงการนี้ครอบคลุมในพื้นที่กทม.ทั้ง 50 เขตแล้ว โดยสามารถส่งมอบอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารจากโลตัส โก เฟรช 350 สาขาในกทม.ให้เจ้าหน้าที่รวมแล้วกว่า 36 ตัน โดยเจ้าหน้าที่สามารถเข้ารับอาหารได้ที่สาขาในเขตที่ตนปฏิบัติหน้าที่ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพ และยังส่งผลดีในแง่ลดปริมาณขยะอาหารที่จะไปสู่หลุมฝังกลบของกทม. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ปัจจุบันสามารถลดขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้แล้วถึง 35,900 กิโลกรัม
นายชัชชาติกล่าวว่า โครงการไม่เทรวม x กินได้ไม่ทิ้งกัน ถือว่าเป็นโมเดลที่ดีในหลายมิติ ทั้งในแง่รักษ์โลก ในแง่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันของเมือง เราช่วยกันพัฒนาจากจุดเล็กๆ เป็นโครงการต้นแบบจากโลตัสในเขตหนองแขมไปยังดอนเมือง จนถึงวันนี้ไม่น่าเชื่อว่าภายในปีเดียวจะขยายสเกลได้ถึง 50 เขตแล้ว เชื่อว่าต่อไปจะขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศคงไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว ขอบคุณโลตัสที่ร่วมทำโครงการนี้อย่างจริงจัง หลายๆ บริษัทอาจวางเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้เป็นแค่นโยบายหรือสโลแกน แต่พวกเราทำได้อย่างเป็นรูปธรรม และกทม.พร้อมจะก้าวไปกับทุกคน เพราะในการผลักดันเมืองไปข้างหน้ากทม. มีส่วนเพียง 20% แต่คนที่มีส่วนผลักดันเมืองแท้จริงคือภาคเอกชนที่ช่วยกันทำให้เป็นเมืองที่น่าอยู่