หมุดหมายสำคัญที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ลั่นวาจาไว้ ทันทีที่เป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการ จะต้อง “เข็นมาตรการดูแลประชาชน” ออกมาทันที เพื่อให้สมกับธงรบของพรรคแกนนำอย่างเพื่อไทย ระบุว่า ทุกวิกฤตของประชาชน รอเวลาไม่ได้

จะเห็นว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลผ่านโต๊ะการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข็นชุดมาตรการดูแลปากท้อง เติมเงินในกระเป๋าออกมาไม่ขาดสาย เริ่มตั้งแต่การลดราคาน้ำมันดีเซล ควบคุมค่าไฟฟ้า จนล่าสุดได้เห็นชอบมาตรการพักหนี้เกษตรกรล็อตใหญ่ หลังจากโยนการบ้านไปที่กระทรวงการคลัง ให้ตระเตรียมให้พร้อม

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ระบุว่า ที่ประชุม ครม. วันที่ 26 ก.ย. 2566 มีมติเห็นชอบมาตรการ พักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล ระยะที่ 1 รวมถึงการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกร ระยะเวลา 3 ปี ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 – 12 ก.ย. 2566

โดยจะพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อย ธ.ก.ส. จำนวน 2.698 ล้านราย มูลหนี้ 2.83 แสนล้านบาท ที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 ก.ย.2566 ไม่เกิน 300,000 บาท และมีสถานะเป็นหนี้ปกติ และ/หรือ เป็นหนี้ค้างชำระ (หนี้ 0-3 เดือน) รวมทั้งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ราว 6 แสนราย มูลหนี้ 3.6 หมื่นล้านบาท ได้รับสิทธิ์ในการพักชำระหนี้ระยะแรกดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2567

สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่มีสถานะเป็นหนี้ปกติ จะมีการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หากมีความสามารถในการชำระ ธ.ก.ส. ก็จะหักยอดเงินต้นได้ครึ่งหนึ่ง ส่วนลูกหนี้เสียจะพักชำระดอกเบี้ย 3 เดือน โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ย ภายใต้เงื่อนไขต้องแก้ไขสถานะหนี้กลับมาเป็นปกติในจบภายใน 3 เดือน จึงจะได้รับสิทธิ์ต่อไป หากไม่สามารถกลับมาเป็นหนี้ปกติได้ รัฐก็จะไม่ชดเชยให้ และถือว่ายังคงสภาพเป็นหนี้เสียเหมือนเดิม

นายจุลพันธ์ยืนยันว่า การพักหนี้เกษตรกรในครั้งนี้จะแตกต่างจาก 13 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประวิงเวลา และเมื่อพ้นจากโครงการไปแล้วพบว่าเกษตรกรไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้น และหลายครั้งเรื่องมูลหนี้แย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้วิธีการในช่วง 3 ปี มุ่งเป้าไปที่การพักภาระ และเมื่อกลับมาเกษตรกรต้องมีความแข็งแกร่งขึ้น

“เชื่อว่ามาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรรายย่อยให้สามารถมีรายได้เหลือเพียงพอต่อรายจ่ายที่จำเป็นในครัวเรือน รวมถึงมีโอกาสขยายการลงทุนในการประกอบอาชีพและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ด้วย”

ส่วนข้อกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่อยากเห็นโครงการที่ผูกพันระยะยาว รัฐบาลจึงดำเนินการเป็นเฟส อนุมัติเป็นรายปี และไม่พักหนี้แบบหว่านแห เพราะจะเปิดให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการแบบสมัครใจ ส่วนเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในโครงการตลอด 3 ปี ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยปีละราว 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท

ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการ รมว.คลัง กล่าวว่า สำหรับโครงการพักชำระหนี้ของรัฐบาลชุดนี้มีจุดเด่น หรือความแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา 5 ด้าน คือ 1.คงชั้นหนี้เดิมเอาไว้ หมายความว่า เมื่อเกษตรกรเข้าโครงการพักชำระหนี้ เกษตรกรยังคงสถานะเป็นหนี้ดี ไม่กลายเป็นหนี้เสีย 2.พยายามลดภาระหนี้ให้กับเกษตรกรในระหว่างที่เข้าโครงการพักชำระหนี้ โดยเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย โดยตัดเงินต้นก่อน

3.ในระหว่างที่เกษตรกรเข้าโครงการพักชำระหนี้ ธ.ก.ส.จะมีการพิจารณาสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้กับเกษตรกรรายละไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา หากเกษตรกรเข้าโครงการพักชำระหนี้จะไม่สามารถยื่นขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้ โดย ธ.ก.ส.จะเป็นผู้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ 4.ในระหว่างที่เกษตรกรเข้าโครงการพักหนี้ ธ.ก.ส.จะมีมาตรการเพิ่มศักยภาพให้กับลูกค้าเกษตรกร และ 5.โครงการพักหนี้ครั้งนี้จะครอบคลุมไปถึงเกษตรกรที่มีสถานะเป็นลูกหนี้เสียด้วย ซึ่งรัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้หนี้เสียลดลง โดยการปรับโครงสร้างหนี้มีการชำระเงินต้น

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้จัดวางระบบให้เกษตรกรลูกค้าแจ้งความประสงค์ เข้าร่วมมาตรการผ่านแอพพลิเคชั่น “BAAC Mobile” หรือสามารถขอรับคำแนะนำได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2566 จนถึง 31 ม.ค.2567 มีขั้นตอนการดำเนินการ แสดงความประสงค์และตรวจสอบสิทธิ์ โดยใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้แสดงความประสงค์ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์

จากนั้นระบบของธ.ก.ส.จะมีการประมวลข้อมูลตรวจสอบคุณสมบัติ หากเข้าเกณฑ์ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรการ ธ.ก.ส. จะนัดหมายลูกค้าและผู้ค้ำประกันไปที่สาขา หรือจุดบริการที่นัดหมาย เพื่อจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยคุณสมบัติผู้เข้าร่วมมาตรการ ต้องเป็นลูกหนี้รายคน มีต้นเงินเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 ก.ย.2566 ไม่เกิน 3 แสนบาท มีสถานะเป็นหนี้ปกติ และ/หรือ เป็นหนี้ค้างชำระ (หนี้ 0-3 เดือน) รวมทั้ง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

“หลังจากยื่นความต้องการผ่านแอพพลิเคชั่นแล้ว หากมีการตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วน ลูกหนี้ที่ได้ เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิย้อนหลังในการพักชำระต้นและดอกเบี้ย ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. จะมีมาตรการเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรอีกจำนวนมาก โดยโครงการหลักคือ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นกลไกให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพ ต่อไปได้ โดยจะพิจารณาให้กู้ตามศักยภาพการชำระหนี้คืนของเกษตรกร ไม่เกินรายละ 1 แสนบาท”

อย่างไรก็ดี สำหรับลูกหนี้ที่ประสงค์จะออกจากการเข้าร่วมมาตรการจะต้องแจ้งความประสงค์ ต่อ ธ.ก.ส. โดยมีเงื่อนไข 1.ต้องเป็นลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี 2.ลูกหนี้ที่ประสงค์จะใช้บริการสินเชื่อตามปกติกับ ธ.ก.ส. โดยก่อนการยื่นขอสินเชื่อจะต้องสละสิทธิ์การเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งจะได้รับการพิจารณาวงเงินตามศักยภาพ และ 3.กรณีลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการ เช่น การไม่เข้าร่วมการประเมินศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้ประจำปี หรือไม่เข้าร่วมการอบรมและฟื้นฟูการประกอบอาชีพตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด หรือก่อภาระหนี้เพิ่มขึ้นกับสถาบันการเงินอื่นระหว่างเข้าร่วมมาตรการ ธ.ก.ส.จะพิจารณาให้ออกจากมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ ขอย้ำเกษตรกรและบุคคลที่จะเข้าร่วมมาตรการคือ ขอให้ระวังมิจฉาชีพที่อาจใช้โอกาสนี้ นำเรื่องพักชำระหนี้ไปหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปติดต่ออำนวยความสะดวก หรือหลอกลวงให้กดลิงก์ต่างๆ แบบอัตโนมัติ จึงขอให้ลูกค้าทุกท่านศึกษาข้อมูลการดาวน์โหลดและใช้งานแอพพลิเคชั่น BAAC Mobile ได้บนระบบไอโอเอส และแอนดรอยด์ ผ่านทางแอพสโตร์ และเพลย์สโตร์เท่านั้น หรือสอบถามข้อมูลอื่นๆ ได้ที่ 0-2555-0555 หรือสาขาทั่วประเทศ

มาตรการพักหนี้เกษตรกร เป็นเพียงกระสุนนัดแรกที่กระทรวงการคลัง ยิงออกมาแบบเร่งด่วน หวังแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตร ที่เป็นตัวฉุดรั้งการบริโภค การลงทุน ในระดับฐานราก ซึ่งแน่นอนว่าตัวนโยบายต้นทาง แม้จะออกแบบไว้ดีเพียงใด สุดท้าย ตัวเกษตรกรเอง ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเม็ดเงินต่างๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะจับจ่าย ใช้หนี้สินได้ ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจช่วย ไม่ให้กลับไปสู่วังวนเดิมแห่งการพักหนี้ 13 ครั้งที่ผ่านมา

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน