คิดในหัวมาตลอดว่า “ดินแดนภารตะ” หรือ สาธารณรัฐอินเดีย ที่นักแสวงบุญหลั่งไหลเข้าไปไม่ขาดสายนั้น เป็นเมืองต้นกำเนิดพุทธศาสนา
กระทั่งได้ร่วมทริปกับ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ที่พาคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน ศึกษาดูงานและลู่ทางการลงทุนที่อินเดีย

ถึงบางอ้อ! ชาวอินเดียนับถือศาสนาพุทธเพียง 0.7% อยู่ในอันดับห้ารองจากอันดับสี่ คือ ศาสนาซิกข์ 1.7% อันดับสามศาสนาคริสต์ 2.3% อันดับสองศาสนาอิสลาม 14.2% และอันดับหนึ่งคือ ศาสนาฮินดู 79.8% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศที่มีมากกว่า 1,400 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่นับถือศาสนาฮินดูมากที่สุดในโลก
ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่เปิดกว้าง เพราะไม่มีหลักคำสอนหลักกลาง ชาวฮินดูจึงมีเทพเจ้าองค์กลางหลายองค์ที่บูชาตามลัทธิจำแนกได้ 4 นิกายตามผลการศึกษาเชิงวิชาการ ได้แก่ ลัทธิไวษณพ-บูชา พระวิษณุ ลัทธิไศวะ-บูชาพระศิวะ ลัทธิศักติ-บูชาเทวีหรือศักติเป็นพระมารดาของจักรวาล และลัทธิสมารตะ-บูชาเทพเจ้าฮินดูองค์หลักไปพร้อมกัน ได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ องค์ศักติ พระคเนศ พระสุริยะ และพระการติเกยะ

ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปกี่ยุคสมัย ภาพสะท้อนแนวคิดชาวฮินดูยังคงกระจ่างชัดใน “วัดอักชารดาห์” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลอมรวมพลังงานศรัทธาของชาวฮินดูไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นจากการระดมทุนของชาวฮินดูทั่วโลก นิกายสวามีนารายัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เดลีอักชาร์ดัม” (Delhi Akshardham) มีความหมายว่า ที่พำนักของพระเจ้าแห่งโลก หรือ “สวามีนารายันอักชาร์ดัม” (Swaminarayan Akshardham) ภาษาไทยอาจเรียกว่า “อักษราธรรม”

วัดอักชารดาห์ เป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2543 แล้วเสร็จในปี 2548 และได้รับการบันทึกสถิติโลก กินเนสส์บุ๊กเมื่อปี 2550 ว่าเป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นวัดที่มีความยิ่งใหญ่อลังการแบบวัดอินเดีย ดึงดูดเหล่าสาวกและนักท่องเที่ยวให้มาบูชาและชื่นชมความตระการตาของวัดแห่งนี้มากมายในทุกปี
โดยวิหารกลางนั้นวัดความยาวได้ 109 เมตร กว้าง 96 เมตร และสูง 43 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 8,021.4 ตารางเมตร ภายในวิหารตกแต่งด้วยงานแกะสลักหินทรายสีชมพูแบบดั้งเดิมกว่า 6,000 ตันจากรัฐ ราชสถาน และหินอ่อนสีขาวจากอิตาลี อวดลวดลายหรูหราวิจิตรงดงามสไตล์อินเดีย ด้วยฝีมือคนทั้งสิ้นกว่า 7,000 คน และอาสาสมัคร 3,000 คน ไม่ใช้โครงสร้างเหล็กแบบเทคโนโลยีสมัยใหม่

ภาพสลักคลุมตั้งแต่ฐานไปจนถึงด้านบน มีเสาแกะสลักถึง 234 เสา มีโดม 9 โดม มียอดศาลา 20 ยอด มีประติมากรรมแกะสลักเป็นรูปช้าง บุคคล กูรูต่างๆ รูปดอกไม้ สัตว์ นางรำ นักดนตรี และเทวดามากกว่า 20,000 รูป
ใจกลางของวิหารกลางมีรูปทองแดงของศาสดาองค์แรกประดิษฐานอยู่ พร้อมรูปสวามีทุกองค์ยืนเรียงรายหันหน้าเข้าหาศาสดา เหนือขึ้นไปบนเพดานเป็นรูปสลักเทพเจ้าฮินดูหลายร้อยองค์

ความศรัทธายังผลไปถึง ‘วัว’ ที่ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีสถานะสูง เพราะเชื่อว่าวัวเป็นพาหนะของพระศิวะ และพระกฤษณะ ตามตำราว่าเคยเลี้ยงวัวรวมถึงใช้ชีวิตท่ามกลางฝูงวัว ทั้งยังเป็นสัตว์ที่ใช้ทำไร่ไถนา และให้น้ำนมมาเพื่อบริโภค วัวจึงเป็นสัตว์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวฮินดูมาก และเป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์

ชาวฮินดูในอินเดียส่วนใหญ่จึงมักกินมังสวิรัติมากกว่ากินเนื้อสัตว์ตามความเชื่อในยุคหลัง ถึงขั้นออกเป็นกฎให้วัวเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หลายมลรัฐในอินเดียห้ามฆ่าวัวอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ไม่มีข้อห้ามบัญญัติไว้ในคัมภีร์ โดยเฉพาะในยุครัฐบาล นายนเรนทรา โมที เป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งเข้มงวดกวดขัน อีกทั้งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประชากรจำนวนมากยังมีความยากจนไม่มีเงินซื้อเนื้อสัตว์ จึงต้องกินผักแทน

นั่นทำให้อินเดียเกิดปัญหาวัวนับล้านตัวเพ่นพ่านไปทั่วทุกพื้นที่ ถึงขั้นต้องออกบัตรประจำตัวประชากรวัว เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบเจ้าของวัวมารับผิดได้หากมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะข้อห้ามฆ่าวัว เกษตรกรเลี้ยงวัวจึงจงใจปล่อยวัวที่ไม่สามารถให้ผลิตผลได้แล้ว เราจึงได้เห็นวัวเตร็ดเตร่อยู่ตามท้องถนนจำนวนมาก
นั่งรถชมเมือง ระหว่างทางสังเกตเห็นคนขายธงชาติอินเดียเรียงรายสองข้างทางเป็นระยะๆ เนื่องจากวันที่คณะของเราเดินทางอยู่ที่นั่นใกล้ถึง ‘วันชาติ’ เป็นวันประกาศเอกราชของอินเดียจากการปกครองของสหราชอาณาจักร ตรงกับวันที่ 15 ส.ค.ของทุกปี ทำให้บรรยากาศแลคึกคักเพิ่มขึ้นไปอีก

ระคนกับความอลเวงบนท้องถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ รถจักรยานยนต์ขับขี่เบียดเสียด หลบหลีก ลัดเลาะซอกแคบ เซ็งแซ่ไปด้วยเสียงแตรดังเป็นจังหวะๆ ไม่หยุดพัก เป็นวิถีของชาวอินเดียที่ไกด์พูดติดตลกว่า รถบางคันพับกระจกข้างเก็บ เพราะขับโดยใช้หูฟังเสียงแตรแทนการมองกระจก
ออกนอกเมืองสักหน่อยยังได้เจออูฐที่ชาวบ้านใช้เป็นพาหนะและบรรทุกสินค้า เพราะสู้ค่าขนส่ง/ค่าน้ำมันไม่ไหว

ทริปนี้ไปไม่เสียเที่ยว ได้ขี่ทั้งอูฐ ได้นั่งรถ ‘ออโต้ริกชอร์’ เรียกสั้นๆ ว่า ‘ออโต้’ หรือ ‘ริกชอร์’ รถตุ๊กตุ๊ก สไตล์อินเดียที่วิ่งกันขวักไขว่ เรานั่งอัดกันมา 6 คน 1 คันในราคา 50 รูปี หรือราว 21 บาท…สนุกอย่าบอกใคร

ทั้งรถ ทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งกินใช้และเหลือทิ้ง ทำให้สภาพอากาศในอินเดียแย่มาก โดยเฉพาะในเมืองมุมไบและนิวเดลี ที่ช่วงฤดูแล้งค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สูงเกินค่ามาตรฐาน ทะลุ 500 ไมครอนไปเลย ซึ่งรัฐบาลประกาศยุติอยู่ที่ 500 ไมครอนเท่านั้น เป็นที่รู้กันว่า โรงเรียนจะหยุดการเรียนการสอนและผู้ปกครองจะมารับเด็กกลับบ้านทันที

ออกเดินทางไปถึงเมืองอัคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ได้เยือน “ทัชมาฮาล” (Taj Mahal) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2526 ในฐานะ “เพชรน้ำเอกของศิลปะมุสลิมในอินเดีย” เป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์อินเดียอันร่ำรวย มีผู้เดินทางมาเยือนประมาณ 7-8 ล้านคนต่อปี

‘ทัชมาฮาล’ แปลว่า พระราชวัง ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมุนา ตำนานเล่าว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของ ‘มหาราชาซาจาร์ฮาล’ ที่มีต่อ ‘มหารานีมุมตัสมาฮาล’ ภรรยาคนที่สาม แต่เป็นภรรยาคนโปรดที่สุด
นางเสียชีวิตขณะไปร่วมรณรงค์ปราบปรามกลุ่มกบฏหลังให้กำเนิดลูกคนที่ 13 ในเมืองบูรฮันปูร์ ซาจาร์ฮาลจึงได้สร้างทัชมาฮาลขึ้นตามที่ภรรยาขอไว้เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นตัวแทนแสดงถึงความรัก อันยิ่งใหญ่ที่สามีจะประกาศให้โลกรับรู้

ตัวทัชมาฮาล สร้างจากหินอ่อนสีขาว แสดงถึงความรักอันบริสุทธิ์ตลอดกาล และหินทรายสีแดง แสดงถึงความรักที่มั่นคง ประดับด้วยรัตนชาตินานาชนิด ด้านบนมีระเบียงหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่ มีโดมขนาบข้างด้วยหอคอยสุเหร่าสี่หอ ภายในโดมมีอนุสรณ์สถานของพระราชินีฝังอัญมณี ฝีมือช่างประณีตมาก แต่มีวัตถุที่ไม่สมมาตรเพียงอย่างเดียวในทัชมาฮาล คือ โลงศพของจักรพรรดิซึ่งสร้างขึ้นข้างๆ ราชินีในภายหลัง ใช้เวลาสร้างถึง 22 ปี ส่วนด้านหลังสามารถชมวิวแม่น้ำยมุนาที่ไหลผ่านได้

ความมหัศจรรย์ของทัชมาฮาลคือ การสะท้อนกลับของแสงทำให้สีของทัชมาฮาลจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่แตกต่างกันของวันและในช่วงฤดูกาลที่ต่างกัน ตอนเช้าทัชมาฮาลจะมีสีชมพู และเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นในตอนเย็น เมื่อพระจันทร์ส่องแสงหินกึ่งมีค่าที่ฝังอยู่ในหินอ่อนสีขาวบนสุสานจะสะท้อนกลับ เรืองแสงแวววาว เปล่งประกายสีทองอร่าม ดุจอัญมณีในแสงจันทร์ถือเป็นบุญตาครั้งหนึ่งในชีวิต
จบทริปได้ของฝากเป็นน้ำหนักขึ้นมา 3 กิโลกรัม…เป็นข้อพิสูจน์ว่าใครบอกอาหารอินเดียกินยาก ไม่มีอยู่จริง…ไม่เชื่อต้องลอง!
พรพิมล แย้มประชา