เป็นประเด็นเห็นต่าง เมื่อวิปรัฐบาลมีมติยื่นองค์กรอิสระให้วินิจฉัยกรณี พรรคก้าวไกลมีมติขับ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 พ้นจากสมาชิกพรรค เป็นไปตามข้อบังคับพรรคก้าวไกล ข้อ 64(5) ที่กำหนดว่าจะขับออกได้ก็ต่อเมื่อทำผิดวินัยร้ายแรง หรือผิดจรรยาบรรณ หรือมีเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นหรือไม่
ทั้งอาจยื่นต่อป.ป.ช.ให้ตรวจสอบทั้งเรื่องจริยธรรมของนายปดิพัทธ์ และประเด็นนิติกรรมอำพราง โดยรอนายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ศึกษาข้อกฎหมายก่อน

อดิศร เพียงเกษ
เป็นมติวิปรัฐบาลภายหลังนายอดิศร เพียงเกษ สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เสนอต่อที่ประชุมวิปรัฐบาลถึงมติของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการเสนอญัตติด่วนให้สภาพิจารณาถึงความเหมาะสม กรณีนายปดิพัทธ์จะนั่งเก้าอี้รองประธานสภาต่อ ทั้งที่ถูกพรรคก้าวไกลขับออก
“คนที่ถูกพรรคขับออกถือว่าถูกประหารทางการเมือง การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมของรองประธานสภา คนที่ 1 เป็นสิ่งที่เคารพได้ยาก” นายอดิศรให้เหตุผล
แต่ที่ประชุมวิปรัฐบาลหวั่นว่า หากนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภา อาจโดนครหาเรื่องเสียงข้างมากลากไป จนนำมาสู่มติให้ยื่นร้ององค์กรอิสระ
ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีพรรคก้าวไกลขับนายปดิพัทธ์ เพื่อต้องการตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ฝ่าฝืนพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 42 ประกอบมาตรา 92(3) ที่นำไปสู่การยื่นยุบพรรคได้ และเป็นการกระทำที่ได้ไม่คุ้มเสีย
ระบุด้วยว่า คำสั่งแต่งตั้งคนในพรรคก้าวไกลเป็นข้าราชการการเมืองและคณะกรรมการต่างๆ เป็นหลักฐานสำคัญที่จะมีผู้นำไปร้องต่อ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายคนยังเป็นผู้บริหาร กรรมการบริหาร และสมาชิกพรรคก้าวไกล นับจากวันที่นายปดิพัทธ์ถูกขับ 28 ก.ย. ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปลดออก

ปดิพัทธ์ สันติภาดา
ด้านนายปดิพัทธ์กล่าวกรณีวิปรัฐบาลจะยื่นองค์กรอิสระวินิจฉัยว่า หากย้อนไปดูคำแถลงของตนที่เคยประกาศไว้ว่าเราจำเป็นต้องฟื้นฟูองค์กรนิติบัญญัติไม่ให้อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาล และตุลาการ 3 อำนาจอธิปไตยต้องถ่วงดุลกัน มีอิสระและความรับผิดชอบต่อกัน
จึงคิดว่าสามารถจัดการเรื่องภายในองค์กรนิติบัญญัติได้ หากเราต้องพึ่งพาองค์กรที่เต็มไปด้วยคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมือง โดยเฉพาะองค์กรที่สืบทอดอำนาจจาก คสช. ก็จะเป็นประเด็นที่สังคมต้องถามถึงบทบาทต่างๆ ของฝ่ายการเมือง
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล ย้ำเหตุผลการที่พรรคมีมติขับนายปดิพัทธ์ว่า เป็นไปตามแถลงการณ์ของพรรค เพื่อเดินหน้าเป็นฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์ และการตัดสินใจของนายปดิพัทธ์ ที่จะทำหน้าที่รองประธานสภาต่อ พรรคไม่สามารถมีสมาชิกที่เป็นรองประธานสภาได้ จึงต้องให้ยุติการเป็นสมาชิกพรรค
ส่วนกรณีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดทางให้เกิดการล้วงลูกและแทรกแซงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่ โฆษกพรรคก้าวไกลมองว่า เป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภา หรือประชาชน ที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่พรรคก้าวไกลยืนยันการดำเนินการเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และข้อบังคับพรรค

สมบัติ บุญงามอนงค์
ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหว หนึ่งในกัลยาณมิตรของพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าว 2 วันติด ระบุ “สิ่งที่ผมจะเขียนต่อจากนี้ ผมขอเรียกว่าความปรารถนาดี
พรรคเพื่อไทยอย่าส่งเรื่องกรณีหมออ๋องให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล หากคุณเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง หรือพอเป็นช่องในการตอบโต้กันทางการเมือง ให้ใช้โอกาสนี้วิพากษ์วิจารณ์ในระดับที่เหมาะสม ว่ากันไปตามวิถีทางการเมือง
อย่าไปล้มโต๊ะล้มพรรคเขา อย่ามีส่วนร่วมใดๆ กับการทำลายล้างในระดับที่พรรคก้าวไกลต้องโดนยุบ อย่าชง อย่าส่งบอล หรือยื่นดาบให้เพชฌฆาต
เพื่อไทยต้องแสดงวุฒิภาวะทางการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการถูกบ่อนทำลายในทุกรูปแบบ อย่านำพรรคกลืนไปกับมนต์ดำทางการเมืองแล้วกลายเป็นพรรคในแบบเดียวกับที่ประชาธิปัตย์เคยทำกับเพื่อไทย
ทุ่มเทกับการบริหารประเทศใช้สิ่งนี้เป็นผลงานที่จะแย่งชิงหัวใจของประชาชนกลับคืน และหากก้าวไกลจะล้มก็ให้เขาลื่นล้มด้วยตนเอง เพื่อไทยอย่าไปมีส่วนร่วม ด้วยความปรารถนาดีจริงๆ”
ระบุอีกว่า “พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลคือพรรคที่จะต่อสู้กันทางการเมืองเพื่อที่ใครชนะคนนั้นจะเป็นรัฐบาล และผู้แพ้จะกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ผมอยากให้เป็นการต่อสู้ในลักษณะของเกมกีฬา คือเป็นคู่แข่งขันไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง เพราะเมื่อมองกันเป็นศัตรู ความพยายามในการทำลายล้างอีกฝ่ายจะชัดเจนและอาจไม่เลือกวิธี…
การเล่นเกมการเมืองกันในแบบเก่าๆ จะทำลายบรรยากาศทางการเมืองที่ประชาชนต้องการการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเมืองที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต และสุดท้ายจะทำให้แพ้ทั้งคู่
บทเรียนเรามีในพรรคการเมืองเก่าแก่จนตอนนี้แทบจะหมดสภาพไปแล้ว เพราะพยายามทำลายล้างอีกฝ่ายโดยหลุดจากหลักการและวิธีการที่ควรเป็น อย่าพยายามชนะพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยมองเขาเป็นศัตรู
จงชนะใจประชาชนที่เขาจะเลือกคุณด้วยเหตุผลว่าคุณคือพรรคที่ดีกว่า และจะนำพาการเมืองไปสู่การเมืองที่ก้าวหน้ากว่า”