บีบีซีรายงานวันที่ 5 ต.ค. ว่า หน่วยบัญชาการภาคกลางกองทัพสหรัฐอเมริกา (เซนต์คอม) หนึ่งในหน่วยบัญชาการรบร่วม สังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมถึงตะวันออกกลาง แถลงว่ากระสุนปืนราว 1.1 ล้านนัดที่ยึดได้จากอิหร่านเมื่อปีที่ผ่านมาถูกส่งไปให้ยูเครนแล้วเมื่อต้นสัปดาห์เพื่อใช้ในปฏิบัติการปกป้องการรุกรานจากรัสเซีย
กระสุนจำนวนนี้ถูกยึดจากเรือมาร์วาน 1 ซึ่งเป็นเรือไร้สัญชาติ ระหว่าง มุ่งหน้าไปเยเมนเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2565 และต่อมารัฐบาลสหรัฐได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยึดได้เมื่อเดือนก.ค.2566 ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการริบทรัพย์สินทางแพ่ง กล่าวคือสหรัฐสามารถยึดทรัพย์สินได้หากผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมทางอาญา ในกรณีนี้เป็นการฟ้องร้องกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (ไออาร์ซีจี) หนึ่งในกองกำลังของกองทัพอิหร่านที่ถูกขึ้นบัญชีดำเป็นองค์กรก่อการร้าย
เซนต์คอมระบุด้วยว่า “สหรัฐมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อตอบโต้การหลั่งไหลของความช่วยเหลือร้ายแรงแก่อิหร่านในภูมิภาคนี้ด้วย วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ภายหลังอิหร่านสนับสนุนกบฏฮูตีในสงครามกลางเมืองเยเมนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2558
ขณะที่พันธมิตรชาติตะวันตกของยูเครนเตือนว่ามีความท้าทายในการเร่งกระบวนการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อให้ทันกับอัตราการใช้กระสุนของกองทัพยูเครน พลเรือเอกร็อบ บาวเออร์ ประธานคณะกรรมาธิการทหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กล่าวในการประชุมความมั่นคงวอร์ซอ ซีเคียวริตี้ ฟอรั่มว่ามีสัญญาณบ่งชี้ว่ากระสุนของชาติพันธมิตรกำลังจะหมดลง จึงขอเรียกร้องให้ยกระดับกำลังการผลิตให้สูงขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากในแต่ละวันยูเครนใช้กระสุนปืนใหญ่หลายพันนัด แต่เพราะการลงทุนด้านการผลิตอาวุธที่ต่ำเกินไปในช่วงหลายสิบปีทำให้คลังกระสุนของชาตินาโตเหลือไม่ถึงครึ่งหรืออาจไม่เหลือเลย