คณะรัฐประหาร “ปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ซึ่งเข้ายึดอำนาจหลังการปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 วันที่ 21 ตุลาคม 2519 เพิ่มโทษความผิดมาตรา 112 จากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็น 3-15 ปี ซึ่งบังคับใช้ถึงวันนี้ ไม่เคยมีการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโทษ 112 แม้สร้างความหวาดกลัว แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นอาวุธสำคัญในการปราบปรามขบวนการนักศึกษา ที่เข้าป่าไปร่วมต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จน “สงครามประชาชน” แผ่ขยายในตอนนั้น

เพราะชนชั้นนำในอดีตไหวตัวทัน อาจจะด้วยแรงกดดันหลายด้าน “รัฐบาลหอย” ที่ตั้งใจเป็นเผด็จการเต็มใบ ปิดหู ปิดตาปิดปากประชาชน 12 ปี ถูกรัฐประหารซ้อน โค่มล้มใน ปีเดียว

โดยมี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ “อินทรีบางเขน” เป็นผู้นำ ประกาศนิรโทษกรรม 18 ผู้นำนักศึกษาที่ถูกจับกุมคุมขัง ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2521 กลับสู่การเลือกตั้ง ตามด้วยยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกคำสั่ง 66/23 รับนักศึกษา “คืนรัง” ในช่วง พคท.แตกแยก เกิดวิกฤตอุดมการณ์ และล่มสลายในเวลาต่อมา กระทั่งรัฐบาลไทยยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2543

แต่มาตรา 112 แก้แล้วแก้เลย ไม่เคยลบล้างผลพวงรัฐประหาร ทั้งที่ได้ใช้เพียงประปราย หรือใช้เล่นงานกันทางการเมือง จนกระทั่งเกิดวิกฤตหลังรัฐประหาร 2549 และ 2557 จึงใช้อย่าง เข้มข้นกับมวลชนเสื้อแดงและคนรุ่นใหม่

การเพิ่มโทษ 112 ในครั้งนั้น เป็นผลจากการสร้างความเท็จ บิดเบือนภาพการแสดงละครทวงความยุติธรรมให้ 2 ช่างไฟฟ้านครปฐม ที่ถูกฆ่าแขวนคอระหว่างติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับมาของถนอม กิตติขจร

แต่ถูกนำไปปลุกความเกลียดชังกระทั่งคลั่งฆ่าอย่างโหดเหี้ยม “ประเทศกูมี” แขวนคอ เก้าอี้ฟาด ราดน้ำมันเผา ลากศพไปตามสนามฟุตบอล

ปัจจุบัน ความจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้รับการยืนยันและเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง เป็นประวัติศาสตร์สีดำของชนชั้นปกครอง แต่ผลพวง 112 ไม่เคยได้ลบล้าง การปลุกความเกลียดชังโดยอ้างสถาบันก็ไม่เคยสรุปบทเรียน

112 ซึ่งเพิ่มโทษโดยรัฐประหาร บนฐานความเท็จ จึงต้อง แก้ไขได้ และต้องแก้มากกว่าก่อน 2519 ด้วยซ้ำ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่บนความเคารพชื่นชม มิใช่รัฐใช้การบังคับ ลงทัณฑ์

ในขณะเดียวกันหากเก็บรับบทเรียนจากชนชั้นนำในอดีต ก็เห็นได้ว่า พวกเขาเอาชนะ พคท.ด้วยการเมืองนำการทหาร

ประเทศไทยเป็นเผด็จการยาวนาน 2500-2516 พอเกิด 14 ตุลาก็เหมือนเขื่อนแตก การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนท่วมทะลัก กรรมกรประท้วง ชาวนาเดินขบวน นักเรียนต้านกล้อนผม นักศึกษาไล่ฐานทัพ ชนชั้นนำกลัวทฤษฎีโดมิโน ล้มตามเวียดนาม ลาว เขมร จึงปราบปรามอย่างรุนแรงหวังกลับสู่เผด็จการเต็มใบ แต่ปีเดียวก็รู้ว่าไปไม่รอด จึงคืนประชาธิปไตยให้ครึ่งใบ พร้อมกับนิรโทษกรรมเพื่อผ่อนความโกรธและแรงกดดัน ทั้งในภายในภายนอกประเทศในขณะนั้น

สถานการณ์ปัจจุบันอาจแตกต่างกัน ความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 49 “เสียของ” จนทำรัฐประหาร 57 สืบทอดอำนาจ 9 ปี กระทั่งทักษิณกลับบ้าน แต่ความขัดแย้งเก่าจบไป ความขัดแย้งใหม่บานปลาย จากการรวมหัวกีดกันพรรคก้าวไกลที่เสนอนโยบายแก้ 112 แล้วได้อันดับหนึ่ง

ความขัดแย้งระหว่างระบอบอำนาจกับคนรุ่นใหม่ แม้ถูกกดปราบด้วยกฎหมาย แต่จะยิ่งซึมลึกแผ่ขยาย เพราะด้วยความคิด วัฒนธรรม ค่านิยม คนรุ่นใหม่ไม่สามารถยอมรับได้ คนรุ่นต่อๆ ไปยิ่งเติบโต ยิ่งสวนทาง

หากเก็บรับบทเรียนจากอดีต ผู้มีอำนาจในปัจจุบันจึงควรเปิดทางให้แก้ไขมาตรา 112 ที่เพิ่มโทษจากมรดกบาป 6 ตุลา หาช่องทางนิรโทษกรรมหรือปล่อยตัว ให้อภัย คนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวแสดงออกแสดงความคิดเห็น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เปิดพื้นที่ประชาธิปไตยให้มากขึ้น แม้ไม่เต็มใบ เพื่อผ่อนคลาย อย่าให้เกิดการยุบพรรคหรือบ่อนทำลาย เพื่อให้การต่อสู้ทางการเมืองยังอยู่ในรัฐสภา ซึ่งชนชั้นนำจารีต ชนชั้นนำทางการเมือง ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ยังคุมได้

ยุคปัจจุบันอาจไม่เหมือนอดีต ตรงที่ขบวนการนักศึกษายุคนั้น หันเหไปชื่นชมอุดมการณ์สังคมนิยมซึ่งต่อมาล่มสลาย แต่คนรุ่นใหม่อยู่บนอุดมการณ์เสรีภาพประชาธิปไตย ซึ่งอาจมีวิกฤตบ้างแต่ไม่มีทางล่มสลาย

ผู้มีอำนาจในปัจจุบันอาจคิดว่าเพราะเหตุนี้จึงต้องใช้กำลังใช้กฎหมายปราบกด แต่นั่นยิ่งน่ากลัวในอนาคต

ขณะเดียวกัน อำนาจในปัจจุบันก็ค่อนข้าง Absolute ไม่มีการต่อสู้ขัดแย้งทางความคิด ไม่เหมือนในอดีต ที่มีทหารประชาธิปไตย สายเหยี่ยว สายพิราบ จปร.5 จปร.7 แต่นั่นแหละเป็นอันตราย เพราะไม่สามารถปรับตัว

มรดกบาป 6 ตุลา ใส่ความเท็จ ปลุกเกลียดชัง เพิ่มโทษ 112 จึงควรสะสาง และควรเก็บรับบทเรียน นิรโทษกรรม คืนประชาธิปไตย 66/23 การเมืองนำการทหาร ซึ่งทำให้อำนาจอนุรักษนิยมชนะเบ็ดเสร็จ และสถาปนาอำนาจอย่างยั่งยืน

พูดไปทำไมมี เรื่องนี้คนตุลาที่อยู่ในพรรคการเมืองต่างๆ หรือแม้แต่ สว.แต่งตั้ง ก็เข้าใจดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน