อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย 2 คน ร่วมลงชื่อร่วมกับอดีตคณบดี และคณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง 5 สถาบัน รวมทั้งหมดจำนวน 99 คน ออกมาเคลื่อนไหว
แถลงการณ์คัดค้านและเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นบาท อ้างเป็นโครงการที่ได้ แต่ไม่คุ้มกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
ระบุเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะฟื้นตัว คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.8% ในปีนี้ และ 3.5% ในปี 2567 จึงไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นการบริโภคแล้ว
อีกทั้งระบุว่างบประมาณที่ใช้จำนวน 5.6 แสนล้านนั้น ทำให้รัฐเสียโอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ และคาดหวังเกินจริงที่จะกระตุ้นรายได้ประชาชาติ
สร้างปฏิกิริยาอย่างกว้างขวาง มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลที่น่ารับฟัง ขณะเดียวกันก็เห็นแย้งว่ากลุ่มที่ร่วมกันเข้าชื่อนี้ ไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์ยากของประชาชนอย่างแท้จริง
เงินจำนวนดังกล่าวที่แจกโดยถ้วนหน้าแก่ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป อาจดูเล็กน้อยสำหรับผู้มีรายได้ประจำและผู้มีอันจะกิน แต่ก็เป็นความหวังของชาวบ้านที่จะนำไปใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างน้อยภายในระยะเวลาที่กำหนด
ที่ผ่านมารัฐบาลรัฐประหารก็กู้เงินจำนวนมหาศาลจัดทำโครงการประชานิยม ซึ่งเป็นการกระตุ้นเฉพาะกลุ่ม ผลที่ได้ก็ไม่คุ้มเสีย และเพิ่มเพดานหนี้เช่นกัน ทำไมถึงนิ่งเฉยไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คัดค้าน
ขณะเดียวกันก็มีนักวิชาการอีกหลายกลุ่ม ก็คัดค้านไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ต่อต้านการแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต ของนักการธนาคารและอาจารย์กลุ่มนี้ ด้วยเหตุผลและมุมมองที่มีน้ำหนักไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ในส่วนของรัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรียืนยันจะไม่ยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่ก็พร้อมรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่ประชาชน พร้อมกับกระตุ้นเศรษฐกิจในตัว
ระบุด้วยว่าไม่ใช่โครงการหาเสียง ไม่ใช่การโปรยเงินให้ได้รับเลือกตั้งให้กลับไปอีกครั้ง แต่เป็นการตระหนักถึงความจำเป็นและความต้องการของประชาชนที่อยากได้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
รัฐบาลคาดหวังว่าโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งคณะทำงานกำลังศึกษารายละเอียดและวางแผนการเพื่อเป็นพายุหมุนให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากสู่ชุมชนอย่างแท้จริง
เสียงท้วงติงต่างๆ รัฐบาลที่มาจากประชาชนย่อมต้องรับฟังอยู่แล้ว ขณะเดียวกันถ้ามั่นใจว่าสิ่งใดจะก่อให้เกิดประโยชน์ สร้างโอกาสและช่องทางที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นก็ต้องดำเนินการ