ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตจีดีพีเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 1.8% ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอาเซียน ขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้การเติบโตของรายได้ต่อหัวของ คนไทยเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมากนัก คือขยายตัว 1.5%
ธนาคารโลกได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2566 ว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ 2.1%, 2.4% ในปี 2567 และ 3.0% ในปี 2568 และคาดการณ์ว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัว 3.9% ในปี 2566 หลังจากนั้นจะชะลอตัวที่ 3.6% ในปี 2567 และ 3.4% ในปี 2568
เมื่อเปรียบเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นทั่วโลก ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับปานกลาง (อันดับที่ 30) และมีการพัฒนาอันดับดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า 3 อันดับ
ด้านการค้าสินค้าระหว่างประเทศ ในส่วนการส่งออก แม้มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยขยายตัว 6% จากปีก่อนหน้า แต่ยัง ขยายตัวในอัตราที่น้อยกว่าการส่งออกของทั้งโลก (11%) รวมทั้งอันดับ ผู้ส่งออกสินค้าโลก เลื่อนลง 1 อันดับ
นอกจากนี้ ในปี 2565 ไทยได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Inflows) น้อยกว่าประเทศเศรษฐกิจสำคัญอื่นในภูมิภาคอาเซียน ยกเว้นฟิลิปปินส์ โดยเม็ดเงินลงทุนในไทยลดลงจากปีก่อนหน้า
ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการพัฒนาด้านต่างๆ
อาทิ การพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ เร่งลงทุนและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกช่วงอายุ โดยระยะสั้นควรมีการ Up-skill/ Re-skill แรงงานในภาคการผลิต
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์และดิจิทัล
ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และนำมาประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตอย่างเหมาะสม
ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ขยายตลาดใหม่ และการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม เป้าหมายของประเทศ
เพื่อให้เศรษฐกิจโตตามเป้าหมาย