ตอนนี้ทั้งโลกยังเกาะติดสถานการณ์ที่กลุ่มฮามาสส่งอากาศยานต่อสู้ไร้คนขับและจรวดจากฉนวนกาซ่าเข้าโจมตีอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ต.ค.
ฉนวนกาซ่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของปาเลสไตน์ อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธฮามาส ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือ เวสต์แบงก์ หรือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน มีรัฐบาลปาเลสไตน์ควบคุมอยู่ แต่พื้นที่นี้มีกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลเข้าไปอาศัยอยู่จำนวนมาก
ตัวแทนกลุ่มฮามาสเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้การที่อิสราเอลกดขี่ข่มเหงชาวปาเลสไตน์มานานหลายสิบปี และต้องการปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์จากการที่ถูกอิสราเอลยึดดินแดนมา โดยตลอด
เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ถูกจับเป็นตัวประกันจำนวนมาก รวมถึงแรงงานไทยที่ไปทำงานในอิสราเอลด้วย
จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอลรวมกว่า 3 หมื่นคน โดยเป็นแรงงานที่อยู่อาศัยบริเวณฉนวนกาซ่าประมาณ 5,000 คน
ล่าสุดวันที่ 10 ต.ค. สถานทูตไทยในกรุงเทลอาวีฟได้รับรายงานจากนายจ้างว่า แรงงานไทยเสียชีวิต 18 ราย บาดเจ็บ 9 คน ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 คน
ขณะที่รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ประสานงานฉุกเฉินหรือ Rapid Response Center (RRC) ที่กระทรวงการต่างประเทศ เป็นการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือ คุ้มครอง ดูแล แรงงานในอิสราเอลอย่างเต็มที่
โดยกองทัพอากาศได้เตรียมเครื่องบิน C 130 จำนวน 5 ลำ และแอร์บัส 340 อีก 1 ลำ เพื่ออพยพคนไทย หากอิสราเอลอนุญาตให้เครื่องบินทหารเข้าไปได้
กลุ่มแรก 15 คนจะเดินทางวันที่ 11 ต.ค. สายการบินอิสราเอลแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ LY 083 ถึงไทย 12 ต.ค. และคาดว่าเที่ยวบินที่สอง วันที่ 18 ต.ค. ถึงไทย 19 ต.ค.
กรณีการขนย้ายร่างผู้เสียชีวิต ทางการอิสราเอลได้เร่งช่วยเหลือผู้ที่มีชีวิตและติดในพื้นที่เสี่ยงภัยก่อน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการอิสราเอลส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร การพิสูจน์ยืนยันผู้เสียชีวิต จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วนัก โดยต้องใช้เวลาในการยืนยันตัวตน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกตัวตนเสียชีวิต เพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือชดเชย ซึ่งมีหลายขั้นตอน ไม่ให้เกิดความผิดพลาด
ส่วนช่องทางการติดต่อสอบถามเกี่ยวกับญาติที่พำนักอยู่ในอิสราเอล กระทรวงการต่างประเทศเปิดช่องทางหลัก ได้แก่
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ โทรศัพท์ (+972) 546368150
กรมการกงสุล (คอลเซ็นเตอร์ 60 คู่สาย ตลอด 24 ชั่วโมง) โทรศัพท์ 0-2572-8442 (กด 0)
กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ โทรศัพท์ 0-64019-8530, 0-64019-8907, 0-99616-4786, 0-2575-1047-51 หรือ 0-2575-1053 (ในวันและเวลาราชการ) อีเมล์: [email protected]
Line OpenChat ชื่อห้อง “ขอรับความช่วยเหลือกรณีคนไทยในอิสราเอล” (รองรับได้มากสุด 5,000 คน) https://line.me/ti/g2/-jdaQqNs7Qe0uJOeWiAwqsHEUMRg-4T9F5FHZw?utm_source= invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default
เพจเฟซบุ๊ก ‘กรมการกงสุลห่วงใยพี่น้องคนไทยในอิสราเอล’ แจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือ https://www.facebook.com/profile.php?id=61552416233026
ส่วนการช่วยเหลือเรื่องสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีแรงงานไทยเป็นสมาชิกกองทุนฯ นั้นจะได้รับความคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
-ในกรณีประสบปัญหาจากภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด สงเคราะห์คนละ 15,000 บาท
-กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศสงเคราะห์ในต่างประเทศจำนวน 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท
-ทุพพลภาพ สงเคราะห์ คนละ 30,000 บาท
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) โดยมอบหมาย นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ให้ติดตามสถานการณ์ทุกวัน มีกรอบภารกิจ 3 เรื่อง คือ
1.ประสานการดูแลระหว่างประเทศ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมหากมีความจำเป็นต้องส่งหน่วยแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปสนับสนุนภารกิจ รวมทั้งเตรียมระบบ Telemedicine ให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพเบื้องต้นกับคนไทยในประเทศอิสราเอล
2.การเตรียมพร้อมดูแลคนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศในมิติด้านสุขภาพ
3.การดูแลเยียวยาด้านจิตใจ โดยในกลุ่มญาติของผู้เสียชีวิตหรือ ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and. Treatment Team: MCATT) จะเข้าไปประเมินสภาพจิตใจ ระดับความเครียด และเข้าสู่กระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำ รวมถึงส่งต่อเข้ารับการรักษาหากจำเป็น ซึ่งเมื่อได้รับการประสานข้อมูลของญาติของผู้ได้รับผลกระทบ ทีม MCATT ในพื้นที่พร้อมจะเข้าไปดูแลทันที

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนฮ่องกง บรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ระหว่าง 8-12 ต.ค. ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มที่ โดยเร็ว และสั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตไทยที่เกี่ยวข้องติดต่อกับมิตรประเทศเพื่อช่วยประสานในการปล่อยตัวคนไทยที่จับกุมอีกทางด้วย
ด้าน นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว. ต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรมว.ต่างประเทศของอิสราเอล ซึ่งอิสราเอลให้คำมั่นว่าจะพยายามดูแลคนไทยในอิสราเอลให้ดีที่สุด และมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ขณะเดียวกัน มีการแสดงความเห็นจากหลายฝ่ายต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
นายมาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า หากมองถึงการต่างประเทศของไทยต่อสถานการณ์นี้คือต้องระมัดระวังและรอบคอบอย่างที่สุด แต่ในอีกด้านคือการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนต่อคนไทยในอิสราเอล ซึ่งทางการไทยจำเป็นต้องหาแนวทางที่เป็นประโยชน์มากที่สุด
ส่วนการแสดงจุดยืนของไทยต้องระมัดระวังว่าการประณามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่พิจารณาบริบทรอบด้าน อาจทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการพูดคุยและช่วยเหลือคนไทย
“เราควรแสดงท่าทีโดยหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและจบลงด้วยดีโดยเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์อย่างยั่งยืน บนแนวทางที่ประชาคมโลกให้การยอมรับ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญ” นายมาโนชญ์กล่าว
นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ไปติดตามการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ที่กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองจำเป็นต้องระมัดระวังการแสดงความคิดเห็น หรือการเลือกข้าง เพราะเป็นประเด็นที่หวั่นไหว ลำบาก การแสดงความคิดเห็นขอให้กล่าวถึงสถานการณ์สงครามที่อยากให้สงบ ยุติโดยเร็ว และขอให้แรงงานไทยได้รับความปลอดภัย
ในส่วนของการเยียวยาแรงงานไทยเมื่อกลับมาแล้ว บางคนยังมีหนี้สิน และยังอยากกลับไปทำงานที่เดิม เมื่อสงครามยุติแล้ว หากแรงงานไทยจะกลับไปที่เดิม เราต้องดูแลไม่ให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับไป หรือหากหางานใหม่ต้องชดเชยเยียวยาตามหลักกองทุนสวัสดิการ หรือเรื่องหลักประกัน ซึ่งจะมีการเยียวยาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ทำแบบฉาบฉวย
ด้านสส.อีสาน พรรคเพื่อไทย อาทิ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ นายเอกธนัช อินทร์รอด น.ส.ชนก จันทาทอง สส.หนองคาย น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ นายวัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี แถลงข่าวจะยื่นกระทู้ถามสดในสภาต่อรมว.ต่างประเทศ ในวันที่ 12 ต.ค. เพื่อสอบถามถึงมาตรการและแนวทางให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยในอิสราเอล
พร้อมยืนยันสส.พรรคเพื่อไทย และรัฐบาล จะไม่ทิ้งคนไทย จะช่วยเหลือคนไทยให้กลับมาโดยสวัสดิภาพ ใครที่สูญเสียรัฐบาลจะเยียวยาอย่างแน่นอน
สถานการณ์นี้ จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการทำงานของรัฐบาล