เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ในปีนี้ครบรอบ 50 ปี นับว่าผ่านมายาวนานไม่น้อย แถมเครือข่ายอำนาจพยายามไม่ให้มีการบันทึกเรื่องราวเป็นประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่สำหรับประชาชนคนไทย ไม่มีใครลืมเลือนเหตุการณ์นี้
เอ่ยคำว่า 14 ตุลาฯ เป็นต้องนึกเห็นภาพประชาชนนับแสนชุมนุมกันเนืองแน่น จนโค่นล้มรัฐบาลทหารถนอม-ประภาส-ณรงค์ได้สำเร็จ!
ที่สำคัญคือ เป็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชน ที่ไม่หวั่นเกรงการปราบด้วยกระสุนจริง
เหล่านี้เองผู้มีอำนาจจึงไม่อยากให้ประชาชนรุ่นหลังเรียนรู้จดจำ และยึดเป็นแบบอย่าง
แต่นั่นแหละ มีการจัดงานรำลึกกันทุกปี จึงเป็นการย้ำเตือนประวัติศาสตร์ไม่ให้เลือนหายไป
รวมทั้งเพื่อรำลึกถึงคนที่สูญเสียชีวิตและ บาดเจ็บในเหตุการณ์นั้น จนทำให้สังคมไทยได้ เบิกม่านประชาธิปไตยครั้งสำคัญ!!
หลังจาก 14 ตุลาคม 2516 เป็นยุคที่ขบวนการนักศึกษา นำประชาชนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในแทบทุกปัญหา ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519
วันที่ 6 ตุลาคม เป็นวันปราบปรามกวาดล้าง เพื่อให้ขบวนการนักศึกษาสูญสิ้นไป
แต่กลายเป็นผลักให้เข้าป่าไปจับปืน จนสงครามคอมมิวนิสต์ขยายใหญ่ ก่อนจะจบลงในราวปี 2524-2525 เพราะความขัดแย้งภายในขบวนการ
กระนั้นก็ตาม ความหมายของ 14 ตุลาคม ยังอยู่ในความ ทรงจำของผู้คนตลอดมา
ช่วงไหนที่เกิดปัญหาอำนาจรัฐ อำนาจรัฐบาล ขัดแย้งกับประชาชนรุนแรง มักจะมีคำกล่าวที่ว่า ระวังจะเกิด 14 ตุลาฯ!!
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าวันไหนประชาชนลุกฮือกันมืดฟ้ามัวดิน ขนาดนั้น อำนาจไหนก็ปราบปรามไม่ได้
พร้อมๆ กันก็มีคำถามว่า สังคมไทยเราจะมีเหตุการณ์แบบ 14 ตุลาฯ เกิดขึ้นอีกหรือไม่
เพราะเอาเข้าจริงๆ สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วมาก
ทุกวันนี้กระบวนการแสดงออกของประชาชนมีพื้นที่ใหม่ตามยุคสมัยโลกดิจิทัล นั่นคือ ต่อสู้ผ่านโซเชี่ยล!
ทำได้รวดเร็ว รุนแรง และได้ผลไม่น้อย เป็นกระแสสังคมที่ทรงพลังผ่านโลกออนไลน์
ขณะเดียวกัน ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น เป็นความหวังเป็นแสงสว่างใหม่ๆ
เวทีสภา ผ่านทางพรรคการเมือง จึงเหมือนเป็นอีกทางออกของประชาชน ไม่ถูกปิดกั้นไม่อัดอั้นเหมือนก่อนปี 2516
เป็นบทเรียนที่ทุกฝ่ายควรเรียนรู้ อย่าทำลายความหวัง
อย่าทำให้คนไม่มีทางออก ไม่เช่นนั้นอาจจะเลือกทางแบบ 14 ตุลาฯ ก็เป็นได้
ระบบการเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง เสรีภาพทางออนไลน์ จะทำให้สังคมไม่อัดอั้นจนระเบิดออก!