ส.อ.ท.ส่งสัญญาณรับมือหากการสู้รบอิสราเอล และฮามาสขยายพื้นที่ หวังรัฐเร่งหามาตรการดูแลพลังงานปี 2567 ไว้ล่วงหน้า
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะใน 3 สมรภูมิหลักสำคัญตั้งแต่การเกิดขึ้นของการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน และล่าสุดกรณีการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส และยังรวมถึงบริเวณทะเลจีนใต้ที่เริ่มมีความขัดแย้ง เพิ่มขึ้น ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวหากบานปลายย่อมส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องวางแผนรับมือเอาไว้
ทั้งนี้ ผลกระทบการสู้รบรัสเซีย-ยูเครน จะเห็นได้ชัดเจนในด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และวัตถุดิบต่างๆ โดยเฉพาะปุ๋ย ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยกระทบ ขณะที่การสู้รบในอิสราเอลหากจำกัดพื้นที่จะกระทบราคาน้ำมันให้ผันผวนระดับสูงระยะสั้นเท่านั้น แต่ในส่วนอื่นๆ จะกระทบไม่มาก แต่หากสถานการณ์บานปลายมีหลายชาติพันธมิตรเข้าร่วมในการทำสงครามก็อาจจะส่งผลให้สงครามยืดเยื้อและมีผลกระทบมากขึ้น จะส่งผลราคาน้ำมันอาจเห็นระดับ 100 เหรียญ/บาร์เรลขึ้นไปได้เช่นกัน
“สำหรับประเทศไทย ระยะสั้นคงได้รับผลกระทบ จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งภาครัฐก็ได้เข้ามาดูแลส่วนของดีเซลและค่าไฟฟ้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าลืมว่า หากบานปลายไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซจะกระทบหนัก ขณะที่มาตรการดูแลพลังงาน โดยเฉพาะดีเซลจะสิ้นสุดใน 31 ธ.ค.2566 นี้ หากสถานการณ์ ยืดเยื้อในปี 2567 จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมมาตรการต่างๆ ไว้ดูแลเศรษฐกิจ”
รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันได้มีมติเห็นชอบให้ตรึงราคาดีเซล ไว้ที่ 31.94 บาท/ลิตร คงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) หรือก๊าซหุงต้ม 423 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม (ก.ก.) ไปจนถึง 31 ธ.ค. 2566 ส่วนจะมีมาตรการต่อไปอย่างไรในปี 2567 คงจะขึ้นอยู่กับนโยบายจากกระทรวงพลังงานและรัฐบาลเป็นสำคัญ โดยได้ประเมินราคาดีเซลไว้แล้วถึงสูงสุด 130 เหรียญ/บาร์เรล ดังนั้นกรอบเงินกู้ที่เหลืออยู่ราว 5 หมื่นล้านบาทจึงเพียงพอดูแลทั้งดีเซลและแอลพีจีถึงสิ้นปี แต่หากต้องดูต่อในปี 2567 อาจจะดูได้อีกราว 1-2 เดือนจากเงินที่มีอยู่ แต่ทั้งนี้คงต้องติดตามราคาพลังงานว่าจะมีทิศทางอย่างไรเป็นสำคัญ