จากงานเปิดบ้านสภาเภสัชฯ คุยข่าวเล่าเรื่อง ครั้งที่ 2 เรื่อง ‘สาวข้ามเพศ ใช้ฮอร์โมนอย่างไรให้เป๊ะปัง’ ที่สภาเภสัชกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข โดยมี ผศ.ภก.ณัฐวุฒิ ลีลากนก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, รศ.ภญ.ศรีสมบัติ นวนพรัตน์สกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ภก.กฤษฎิ์ วัฒนธรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรมาร่วมให้ความรู้

โดยผศ.ภก.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ฮอร์โมนที่จะใช้ในการข้ามเพศมี 2 กลุ่ม คือ 1.การเริ่มใช้ฮอร์โมนก่อนที่จะเป็นวัยรุ่น จะยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชายเลย พัฒนาเป็นวัยรุ่นเพศหญิง โดยฮอร์โมนนี้เป็นยาฉีดโดยแพทย์ และ 2.หากมีความเป็นผู้ชายมาแล้ว จะต้องใช้ฮอร์โมนอีก 2 กลุ่ม ซึ่งจะเป็นฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน และตัวยับยั้งฮอร์โมนเพศชาย พวกไซโปรเตอโรน เป็นต้น จะเป็นฮอร์โมนหลักๆ 2 ตัวในการกดฮอร์โมนเพศ

ผศ.ภก.ณัฐวุฒิ ลีลากนก

“ที่น่ากังวลคือ ความเข้าใจผิดของสาวประเภทสองที่อยาก เทกฮอร์โมน ไปซื้อยาคุมกำเนิดกินแทนยาฮอร์โมน ซึ่งทั้งสองตัวนี้ไม่เหมือนกัน ยาคุมขนาดยาต่ำกว่าเยอะมากหลายสิบเท่า อย่างตัวเอสโตรเจน ขนาดที่แนะนำคือ 2-6 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ยาคุมกำเนิดเม็ดนึงมีประมาณ 20 ไมโครกรัม ซึ่งไม่สามารถเทียบเท่าเอสโตรเจนที่จำเป็นต้องใช้ กินยาคุมทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง จึงไม่ควรใช้ยาคุมเพื่อข้ามเพศ” ผศ.ภก.ณัฐวุฒิกล่าว

ทั้งนี้ขอย้ำว่าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยไหนถ้าจะเริ่มฮอร์โมนควรจะปรึกษาแพทย์ เพราะต้องมีการติดตามระดับฮอร์โมน ว่าจะเพิ่มขนาดฮอร์โมนถึงเท่าไรจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ เช่น มีหน้าอก ขนน้อยลง หรือไขมันเปลี่ยนที่ เริ่มมีสะโพกผาย รวมถึงติดตามอาการข้างเคียง เช่น มวลกระดูก ค่าน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่หลายอย่างไม่มีอาการ เช่น กระดูกพรุน ไม่มีอาการอะไร รู้ตัวอีกทีก็คือกระดูกหัก หรือไปตรวจร่างกายพบว่า กระดูกบาง หรือมะเร็งบางทีไม่มีอาการ ก็ต้องเน้นไปตรวจคัดกรองเป็นประจำ

รศ.ภญ.ศรีสมบัติ นวนพรัตน์สกุล

รศ.ภญ.ศรีสมบัติกล่าวว่า อยากให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษา อย่าซื้อยาฮอร์โมนกินเองหรือตามคำบอกเล่าว่า มีสูตรนั้นสูตรนี้ในอินเตอร์เน็ต และเน้นย้ำว่าการใช้ฮอร์โมนขนาดสูงๆ อาจจะเกิดอาการข้างเคียงมากกว่า โดยหลักการให้ฮอร์โมนจะให้เริ่มขนาดต่ำๆ ก่อน เพื่อดูผลว่าได้รูปร่างตามที่ต้องการหรือไม่ แล้วปรับฮอร์โมนทุก 3-6 เดือน ส่วนใหญ่จะเริ่มใช้ฮอร์โมนเพศหญิงที่ใช้ในสตรี วัยทองทั่วไป อาจเริ่มต้น 1 เม็ดก่อน แล้วคอยดูอาการ

“การให้ฮอร์โมนต้องใจเย็น ต้องใช้เวลา อย่างที่บอกว่าผลแต่ละคน แตกต่างกัน จึงอยากให้ดูการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สังเกตอาการข้างเคียง ย้ำว่าหากมีอาการข้างเคียงไม่ต้องทน เพราะอาการข้างเคียงไม่ควรเกิดขึ้น ขอให้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ว่าจะทำอย่างไรต่อไป” รศ.ภญ.ศรีสมบัติกล่าว

รศ.ภญ.ศรีสมบัติกล่าวว่า ผลการเปลี่ยนแปลงจากฮอร์โมนขึ้นกับแต่ละบุคคล อาจมีเรื่องอายุ พันธุกรรม ขนาดวิธีการใช้ยา การดำรงชีวิต พฤติกรรมแต่ละวัน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของโรคร่วมที่เป็น ต้องเอาข้อมูลมาดู อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่เริ่มแสดงผลของฮอร์โมน อย่างผิวนุ่ม/ความมันและหยาบลดลง เริ่มต้นอยู่ที่ 3-6 เดือน การกระจายตัวของชั้นไขมันอยู่ที่ 3-6 เดือน ผลสูงสุดที่คาดหวัง 1-2 ปี มวล/ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง อยู่ที่ 3-6 เดือน ผลสูงสุดที่คาดหวัง 1-2 ปี ขนลดลง 6-12 เดือน ผลสูงสุดที่คาดหวังมากกว่า 3 ปี เต้านมโตขึ้น 3-6 เดือน ผลสูงสุดที่คาดหวัง 1-2 ปี ขนาดอัณฑะลดลง 3-6 เดือน ผลสูงสุดที่คาดหวัง 2-3 ปี ความต้องการทางเพศลดลง 1-3 เดือน อวัยวะเพศแข็งตัวลดลง 1-3 เดือน เป็นต้น แต่บางอย่างอาจเปลี่ยนไม่ได้ เช่น เสียง หรือโครงหน้าที่เป็นเพศชายอยู่แล้ว ขนตามลำตัว หนวดเครา หรือลูกกระเดือก ต้องหาตัวช่วยอื่น

“หากจะซื้อยารับประทานเองให้ปรึกษาเภสัชกร แต่ช่วงระยะเวลาแรกๆ ควรไปตรวจติดตามระดับฮอร์โมนทุก 3 เดือนว่าเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ เมื่อระดับฮอร์โมนคงที่แล้วอาจค่อยตรวจทุกปี นอกจากนี้ ฮอร์โมนต้านเพศชายยังส่งผลต่อโพแทสเซียม จึงควรตรวจวัดระดับโพแทสเซียมทุกปีด้วย เพราะอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ รวมถึงฮอร์โมนอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งจึง ต้องอาจตรวจติดตามด้วยและตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก” รศ.ภญ.ศรีสมบัติกล่าว

ภก.กฤษฎิ์ วัฒนธรรม

ด้าน ภก.กฤษฎิ์กล่าวว่า ผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมนระยะยาวหรือเทกฮอร์โมนนาน จะกระตุ้นมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม แม้ในเพศชายจะเกิดน้อยกว่าเพศหญิง แต่การศึกษาในสหรัฐพบว่า มีโอกาสที่หญิงข้ามเพศใช้ฮอร์โมนจะเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าเพศชายปกติ 33 เท่า นอกจากนี้การผ่าตัดแปลงเพศทำช่องคลอดใหม่ การเสียดสีนานๆ 20 ปี อาจจะต้องระวังเรื่องมะเร็งทวารหนักและช่องคลอดใหม่ ซึ่งสามารถคัดกรองได้ ผลกระทบเหล่านี้เป็นผลระยะยาว แต่ผลกระทบที่รอไม่นาน คือ ไขมัน น้ำตาล และความดันอาจเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีการศึกษาว่าจะพัฒนาจนเกิดโรคหรือไม่ เช่น ระดับน้ำตาลอาจเพิ่มขึ้น ดื้ออินซูลิน แต่ยังไม่มีการศึกษาว่าทำให้พัฒนาเป็นเบาหวาน

ภก.กฤษฎิ์กล่าวต่อว่า การคัดกรองมะเร็งเต้านมในสาวข้ามเพศ เราดูจากระยะเวลาการใช้ฮอร์โมน คือ ยิ่งนานยิ่งเสี่ยง หากมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม เช่น มีแม่เป็น ต้องคัดกรองทุกปี ส่วนคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถคัดกรองเหมือนผู้ชายปกติ มะเร็งทวารหนักและช่องคลอดใหม่ อาจคัดกรองทุกปีได้ ขอให้ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามนัด คัดกรองโรคเมื่อถึงเวลานัด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน