เอเอฟพีรายงานวันที่ 22 ต.ค. ว่า กองทัพอิสราเอลแถลงว่าจะยกระดับการโจมตีในพื้นที่ฉนวนกาซ่าซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังฮามาส ก่อนเดินหน้าปฏิบัติการรุกภาคพื้นดิน ตามที่วางแผนไว้ ขณะที่หน่วยงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวเตือนถึงสถานการณ์ ด้านมนุษยธรรมที่เข้าข่ายเป็นหายนะในดินแดนซึ่งถูกปิดล้อม แม้รถบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือชุดแรกจำนวน 20 คันเดินทางข้ามด่านชายแดนราฟาห์จากประเทศอียิปต์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวปาเลสไตน์กว่า 2.4 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาท
ส่วนความสูญเสียจากการปะทะซึ่งยืดเยื้อมากว่า 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่ฮามาสยิงถล่มอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. ก่อนที่กองทัพอิสราเอลจะตอบโต้ต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ยอดผู้เสียชีวิตในฝั่งกาซ่าเพิ่มเป็นกว่า 4,651 ราย รวมกับผู้เสียชีวิตในอิสราเอล 1,400 ราย ตัวเลขเหยื่อจึงเพิ่มเป็นกว่า 6,051 ราย และในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตอีก 55 รายในเหตุอิสราเอลโจมตีกาซ่า
โฆษกกองทัพอิสราเอลแถลงว่าจะเพิ่มการทิ้งระเบิดให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง ต่อกองทหารราบอิสราเอลเมื่อเริ่มการรุกภาคพื้นดิน พร้อมเรียกร้องให้พลเรือนเร่งอพยพลงใต้เพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกันนายลอยด์ ออสติน รมว.กลาโหมสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าสหรัฐจะยกระดับความพร้อมทางทหารในตะวันออกกลาง โดยสั่งเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศ “ทั่วทั้งภูมิภาค” และอาจสั่งประจำการทหารกองเสริมในตะวันออกกลางในเร็วๆ นี้
วันเดียวกัน นายมาเจด อัล-อันซารี รมว.ต่างประเทศของกาตาร์ กล่าวว่า “เรากำลังดำเนินการตามแนวทางที่จะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันในเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะพลเรือน ตอนนี้เรากำลังดำเนินการตามข้อตกลงที่ตัวประกันพลเรือนทั้งหมดจะได้รับการปล่อยตัวในเบื้องต้น” นายอันซารีย้ำ ภายหลังรัฐบาลกาตาร์เป็นตัวกลางเจรจากับกองกำลังฮามาสจนนำไปสู่การปล่อยตัวสองแม่ลูกชาวอเมริกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา