ผ่านมากว่า 1 เดือนแล้วที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง สั่งลุยปราบมาเฟียอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการเกิดเหตุการณ์คดีสะเทือนขวัญประชาชน
กระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ รับลูกอย่างไวด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ผู้มีอิทธิพล มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นรองประธาน โดยนายอนุทินมอบให้นายชาดา เป็นผู้จัดทำบัญชีผู้มีอิทธิพล

นายชาดาขอเวลา 2-3 เดือนในการรวบรวมรายชื่อผู้มีอิทธิพลตามที่ประชาชนร้องเรียน และประกาศใช้โมเดลเหมือนอย่างที่สหรัฐจัดการกับกลุ่มอัล คาโปน คือปราบปรามแล้วทำให้อาณาจักรมาเฟียล่มสลายไปเลย
โดยจะบูรณาการทุกหน่วยงาน ตรวจสอบภาษีผู้มีอิทธิพล และคนข้างเคียง นำกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสรรพากรไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน เส้นทางของเงิน ทั้งอาณาจักร
ตนไม่อยากให้งานปราบผู้มีอิทธิพลเป็นงานหวือหวา หรือไฟไหม้ฟาง แต่ต้องการวางระบบให้ดี เพื่อบีบให้คนที่ไม่ดีออกไป และป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเกิดขึ้น
ถือเป็นการปราบปรามผู้มีอิทธิพล รูปแบบใหม่ ที่ตรวจสอบทั้งกระบวนการ รวมถึงมือไม้ที่ทำงานให้ด้วย
“ผมจะตั้งใจทำงาน เพื่อให้เป็นพิสูจน์ เป็นเวลาที่ต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ถือว่าการมอบหมายงานนั้นถูกที่ถูกทาง ดังนั้น งานของผมถือเป็นความหวังของคนไทยจำนวนมาก แม้จะไปแบบนิ่มๆ แต่จะไม่ทำเพื่อตัวเอง อยากทำให้เห็นว่าทำแล้ว หลังจากนี้ไม่มีผู้อิทธิพลเกิดขึ้นง่ายๆ เหมือนในอดีต” นายชาดากล่าว

ล่าสุด นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง ที่เป็นนักกฎหมายออกมาแสดงความเห็นว่า การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล รัฐบาลไม่มีสิทธิทำ ไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับเลย รัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ใช้อำนาจอะไรบอกว่าใครคือผู้มีอิทธิพล รัฐบาลประยุทธ์ที่ท่านอ้างว่าเป็นเผด็จการ ก็ไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้
รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะปกป้องคนดี ปกป้องสุจริตชน ใครผิดก็จัดการตามกฎหมาย แต่การระบุว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่มีกฎหมายรับรอง และรัฐบาลนั่นแหละจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง
ประเทศปกครองด้วยกฎหมาย มิได้ปกครองด้วยรัฐบาล เพราะรัฐบาลก็อยู่ภายใต้กฎหมาย หากใครถูกจัดเป็นผู้มีอิทธิพล และมีรายชื่อหลุดออกมา เชื่อว่ารัฐบาลจะพังกับเรื่องนี้
ถ้าท่านคิดว่านโยบายนี้ถูกต้อง เดินหน้าเลย เอาง่ายๆ ลองดูในสภาก่อน ครึ่งหนึ่ง ท่านอาจจะเจอผู้มีอิทธิพล ตัวจริงนั่งอยู่ในสภานั่นแหละ

ด้าน นายสถาพร เริงธรรม อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลนั้น เข้าใจว่าอาจมุ่งเน้นตอบสนองตาม ข้อร้องเรียนของประชาชนที่ขอให้ปราบผู้มีอิทธิพลในสังคม
ที่มีนักกฎหมายแสดงความเป็นห่วงหรือถึงขั้นออกมาเตือนนั้น เป็นเพราะ นักกฎหมายมองในเชิงกฎหมายจึงมีข้อกังวล อย่างที่ทราบว่าเรื่องแบบนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับให้ทำ และทำไปแล้วจะมีผลดีผลเสียกับใครอย่างไรมากน้อยแค่ไหน ก็ยังบอกไม่ได้ ดังนั้น การที่รัฐบาลตั้งใจจะทำเรื่องนี้จริงๆ ก็อาจทำให้ถูกมองว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่พอสมควร
แน่นอนว่า รัฐบาลอาจพังถ้าทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลแล้วมีชื่อหลุดออกมา เพราะต้องอย่าลืมว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีกฎหมายรองรับในการทำ และเมื่อทำแล้วต้องรับผิดชอบในการกระทำดำเนินการ ถ้ามีผู้ได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้ อาจนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้ง ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ในการดำเนินการในอำนาจหน้าที่ของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการขึ้นบัญชี รายชื่อผู้มีอิทธิพลนั้นไม่สามารถคุมผู้มีอิทธิพลได้ และถ้ามีการขึ้นบัญชีจริงๆแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือเป็นแค่ขึ้นชื่อเพียงเท่านั้นหรือ แล้วจะดำเนินการอย่างอื่นได้หรือไม่ นี่คือคำถามมากกว่า อีกทั้งผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีคงระบุว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพล
ดังนั้น การขึ้นบัญชีดังกล่าวจึงไม่ใช่การจะคุมผู้มีอิทธิพลได้เลย แต่จะไปสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับผู้ที่ดำเนินการตามกฎหมาย หรือผู้ที่บังคับใช้กฎหมายมากกว่า
ที่สำคัญอาจสร้างความเสียหาย เสียชื่อเสียงให้กับผู้ที่มีชื่อในการขึ้นบัญชีเป็นผู้มีอิทธิพล ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้เป็นเลย

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า นโยบายการขึ้นทะเบียนผู้มีอิทธิพล รัฐบาลไม่ควรประกาศออกมาเสียงดัง เพราะการขึ้นบัญชีบุคคล ถือเป็นการกระทบสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เหมือนเราไปมองเขาในแง่ลบ
การทำนโยบายด้านความมั่นคง จะมีสีขาว สีเทาและสีดำ โดยสีขาวจะเป็นลายลักษณ์อักษร เปิดต่อสาธารณะได้ สีเทาพอจะเปิดต่อสาธารณะได้บ้าง แต่สีดำคือไม่เปิดเผยต่อสาธารณะเลย
นโยบายการขึ้นบัญชีผู้มีอิทธิพลต้องไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ประกาศต่อสาธารณะ เพราะต้องเคารพสิทธิบุคคลนั้นๆ ด้วย
เคยมีบทเรียนมาแล้วที่นำไปใช้กลั่นแกล้งกันทางการเมืองหรือในทางราชการ ดังนั้น หากอยากทำให้ประชาชนอุ่นใจ ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าขึ้นบัญชี แต่รัฐบาลจะมีมาตรการจัดการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ให้เกิดความเสมอภาคในสังคม
การขึ้นบัญชีผู้มีอิทธิพลขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ถือเป็นเรื่องแนวทางปฏิบัติ เป็นการชี้เป้าหมายว่าอาจมีความล่อแหลม หรืออาจจะใช้อิทธิพลในพื้นที่ ถือเป็นการขึ้นบัญชีภายในให้เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครองหรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน แต่จะไปมองเขาว่าเป็น ผู้กระทำผิดกฎหมายไม่ได้ ต้องเป็นลักษณะเฝ้าระวัง
หากบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลหลุดต่อสาธารณะเชื่อว่าจะส่งผลกระทบกับรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะคนที่ถูกขึ้นบัญชีไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหน ถึงอย่างไรก็ต้องไม่พอใจ เขาต้องมีความรู้สึกว่าเอามาตรฐานไหนมาจัดการหรือกำหนดหลักเกณฑ์
สิ่งที่ต้องพึงระวังที่สุดคืออาจจะเกิดการกลั่นแกล้งกัน หาเรื่องกันในทางการเมือง ซึ่งอาจเกิดจากเจ้าหน้าที่หรือไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่มีการเอาไปใช้ทำมาหากิน เรียกรับผลประโยชน์กรณีหากอยากให้ชื่อหลุดออกจากบัญชี
บัญชีเป้าหมายลักษณะแบบนี้ ในทางกฎหมายจะต้องเป็นบุคคลที่กระทำผิด มีหมายจับ หรือมีหมายเรียกอะไรก็แล้วแต่ แล้วนำมาขึ้นบัญชี โดยมีระดับความรับผิดชอบซึ่งจะอยู่ในชั้นความลับ และใช้กับเจ้าหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจง แต่หากนำมาขึ้นบัญชีโดยเป็นเพียงบุคคลเฝ้าระวัง ตรงนี้ต้องระมัดระวัง
ส่วนตัวมองว่าการขึ้นบัญชีลักษณะแบบนี้ ควรเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายประจำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความสงบเรียบร้อย แต่พอฝ่ายการเมืองประกาศออกมาขึงขังว่าจะปราบปราม ซึ่งดีไม่ดีหากรายชื่อบัญชีหลุดออกมา รัฐอาจถูกฟ้องร้องได้ ว่าคำว่าผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างไร คำจำกัดความเป็นแบบไหน หมายความว่าอย่างไร
สุดท้ายกังวลว่าหอกนี้จะย้อนรอยกลับมาหาฝ่ายรัฐบาลแทน นอกจากปราบผู้มีอิทธิพลไม่ได้แล้ว อาจจะไปสร้างความปั่นป่วนและความไม่สงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้น ดังนั้น บัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลไม่ควรถูกเปิดเผยออกมา แต่รัฐบาลสามารถประกาศในเชิงนโยบายได้ ว่ามีความพร้อมที่จะจัดการกับเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
ผมมองว่าการขึ้นบัญชีผู้มีอิทธิพลไม่สามารถควบคุมคนเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อมีการประกาศออกมาจะเกิดการต่อต้าน จะเกิดกลยุทธ์ไอโอกัน สุดท้ายคนที่เดือดร้อนคือเจ้าหน้าที่ แม้เขาจะมีอิทธิพลจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เขาสามารถเดินกลยุทธ์ไอโอได้ เช่น อาจทำให้บัญชีหลุดออกมาแล้วนำไปฟ้องร้อง หรือนำเอามากล่าวหาเจ้าหน้าที่ แทนที่จะได้ปราบปรามกลายเป็นต้องมาสู้คดี ขึ้นโรงขึ้นศาล ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่
เรื่องแบบนี้ควรเป็นเรื่องภายในของหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเขามีบัญชีเป้าหมาย เป็นบุคคลล่อแหลมเฝ้าระวังอยู่แล้ว