การซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน นับเป็นมหากาพย์ก็ว่าได้ หากเริ่มจาก 28 เม.ย.2558 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ มีมติให้ยกเลิกการชะลอโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำซึ่งเป็นมติครม.เดิม เมื่อปี 2555 และเห็นชอบในหลักการให้กองทัพเรือ(ทร.) ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ พร้อมให้สำรวจอู่ต่อเรือดำน้ำชั้นนำของโลก
ต่อมาพบว่า มีอู่ต่อเรือดำน้ำชั้นนำ 6 แห่ง แต่ข้อเสนอที่ดีที่สุดอยู่ที่จีน และเรือดำน้ำที่กองทัพเรือเสนอคือ Yuan Class S26T
18 เม.ย.2560 ครม.อนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน 1 ลำ ในวงเงิน 13,500 ล้านบาท กำหนดส่งมอบในปี 2566 และมีแผนการจัดซื้ออีก 2 ลำ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 36,000 ล้านบาท ในเวลา 11 ปี
1 พ.ค.2560 พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ (ยศขณะนั้น) และประธานคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหา เรือดำน้ำในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้แทน ผบ.ทร. ไปลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน โดยแถลงข่าวบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ยืนยันเรือดำน้ำจีนคุ้มค่า มีคุณภาพ และน่าเชื่อถือ
7 ต.ค.2562 กองทัพเรือเสนอของบประมาณรายจ่าย ปี 2563 เพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 วงเงิน 22,500 ล้านบาท
ต่อมาพ.ค.2563 ไทยเผชิญวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลขอให้แต่ละหน่วยงาน โอนงบประมาณปี 2563 กลับคืนมา เพื่อนำเงินไป แก้ปัญหาโควิด โดยกองทัพเรือคืนงบประมาณรายจ่ายปี 2563 รวมถึงงบประมาณซื้อเรือดำน้ำด้วย แต่ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2564 ได้เสนอขอนำงบผูกพันมาจัดซื้อเรือดำน้ำ ทั้ง 2 ลำที่เหลือ
โครงการนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งการอนุมัติซื้อเรือดำน้ำท่าม กลางวิกฤตโควิด-19 ตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูลเบื้องลึกของสส.ฝ่ายค้านที่เป็นคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจและทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2564 ว่าบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ที่ลงนามกับจีนไม่ใช่สัญญาจีทูจี ส่วนสัญญาที่ลงนามกันแล้วเป็นแค่การจัดซื้อเรือดำน้ำ 1 ลำเท่านั้น ไม่มีลำที่ 2 หรือ 3 และไม่มีข้อผูกพันอะไร
24 ส.ค.2563 กองทัพเรือแถลงข่าวยืนยันว่าเป็นโครงการจีทูจี และบริษัท CSOC คือผู้ได้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานของรัฐบาลด้านการบริหารงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและส่งออกอาวุธ (SASTIND) มาลงนามในสัญญากับไทย ส่วนเรือดำน้ำที่ซื้อไปแล้ว 1 ลำ เป็นเงิน 13,500 ล้านบาทนั้น กองทัพเรือทยอยชำระเงินให้จีนระหว่าง ปี 2560-2566
31 ส.ค.2563 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณปี 2564 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตัดงบจัดหาเรือดำน้ำ 2 ลำ ของกองทัพเรือ ออกจากงบปี 2564 ต่อมากองทัพเรือได้เสนอกลับเข้ามาอีกครั้งในการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 แต่นายกฯ ได้ถอนออกไป
ต้นปี 2565 เรือดำน้ำที่ไทยสั่งซื้อจากจีนยังไม่มีเครื่องยนต์ ให้ใช้ เพราะเยอรมนีผู้ผลิตไม่ส่งเครื่องยนต์ MT396 ให้จีน ขณะที่กองทัพเรือไทยยืนยันว่าจะไม่รับข้อเสนอใช้เครื่องยนต์จีนมาติดตั้งแทน
ในที่สุดเรือดำน้ำ Yuan Class S26T ต้องพับแผนไป และ ไทยขอเปลี่ยนเป็นเรือฟริเกตมาทดแทน

20 ต.ค.2566 นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ยืนยันว่า คิดรอบคอบ ไม่เสียเปรียบ กระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ และรัฐบาล ร่วมแก้ปัญหาและศึกษาทางออกมาตลอด เห็นว่าจะต้องทบทวนโครงการโดยยึดหลักความคุ้มค่า ไม่เป็นที่ครหาของสังคม โดยกองทัพเรือเสนอ 2 แนวทาง คือ เปลี่ยนรายการจากเรือดำน้ำ เป็นเรือฟริเกตที่รบได้ 3 ระบบ หรือจัดหาเรือตรวจการณ์ระยะไกล (OPV)
ตนและรัฐบาลพิจารณาแล้ว ขอเลือกเรือฟริเกตแทน ซึ่งราคาสูงกว่าเรือดำน้ำ 1,000 ล้านบาท โดยนำเงินการสร้างอู่เรือดำน้ำ ระยะที่ 3 ที่ยังไม่ทำสัญญามาโปะ ซึ่งไม่กระทบงบประมาณ
ในระหว่างการเดินทางไปประเทศจีนร่วมกับนายกฯ 19-21 ต.ค.2566 นำไปคุยกับรัฐบาลจีน แต่ยังไม่จบ 100% เพราะมี รายละเอียดต้องพูดคุย แต่ได้ข้อสรุปว่าทางการจีนก็เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นความลำบากใจของไทย แต่จีนขอความเห็นใจเช่นกันว่าปัญหาเขาถูกเบี้ยวเรื่องเครื่องยนต์เช่นกัน ต่างคนต่างเห็นใจกันและยินดีที่จะหาทางออกให้ ซึ่งจีนรับแนวทางที่เราเสนอไปพิจารณา
ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับนโยบายพรรคเพื่อไทย ที่จ้องล้มโครงการนี้ แต่ถ้ารับเครื่องยนต์จีนมาใครจะรับประกันหากเรื่องถึงศาล จะมีเรื่องตามมาอีกเยอะ กองทัพหรือรัฐบาลอาจจะโดน ไม่ใช่เราจะเห็นแก่ตัว กลัวโดนหลอก แต่จะยุ่งยากทางกฎหมายไทยไม่น้อย จะนำมาซึ่งความแตกแยกหรือเกิดการเมืองอะไรไปอีก กระทบอีกเยอะ
“จากเดิมกองทัพเรือมีแผนว่าต้องมีฟริเกต 8 ลำ แต่ตอนนี้มีเพียง 4 ลำ หากได้จากงบประมาณปี 2567 อีก 1 ลำ และจากการเจรจาเปลี่ยนจากเรือดำน้ำอีก 1 ลำ ทำให้กองทัพเรือมีเรือฟริเกต 6 ลำ ซึ่งยังไม่เพียงพอ” นายสุทินกล่าว หลังมีความชัดเจนแบบนี้ การตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ ก็ตามมา
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ กมธ.การทหารจะเชิญกองทัพเรือมาชี้แจง เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าจีนผิดสัญญาจริงหรือไม่ อย่างไร และมีความเป็นไปได้ในการคลี่คลายปัญหานี้อย่างไร เข้าใจว่าการทวงเงินคืนอาจจะยาก เนื่องจากต้องดูสัญญาก่อน แต่ที่จ่ายไปแล้วจะทำอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด
กรณีที่อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มนั้น ต้องดูมีรายละเอียดอย่างไร หากต้องจ่ายเงินจริง ต้องตั้งคำถามว่า เมื่อประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อเรือรบฟริเกตเองได้ ทำไมไม่เลือกทางเลือกอื่น แล้วนำเงินที่เหลือไปแลกเปลี่ยน เช่น ซื้ออุปกรณ์เพื่อนำมาประกอบในประเทศไทย หรือสามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นได้หรือไม่ อาทิ เรือตรวจการณ์ระยะไกล (OPV) หรืออุปกรณ์ที่เราผลิตเองไม่ได้แต่มีความจำเป็น เพื่อให้สามารถทำการจัดซื้อจัดจ้างต่อเรือฟริเกตได้
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐด้วย เราต้องระมัดระวัง แม้ขณะนี้จะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่เราต้องยึดตามข้อเท็จจริงเป็นหลัก
ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องนี้ทางฝ่ายจีนผิดสัญญา แล้วทำไมกองทัพเรือถึงยอมเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น อันนี้คือสิ่งที่คิดว่าสังคมไทยไม่สามารถเข้าใจได้ ในเมื่อจีนผิดสัญญา จะรับผิดชอบอย่างไร
นอกจากนี้ต้องพิจารณาต่อว่า สำหรับประเทศไทยมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องเพิ่มเรือฟริเกต หรือเพราะมีในเรื่องของเงื่อนไข เรือดำน้ำที่อาจได้เครื่องยนต์ไม่ได้มีคุณภาพอย่างที่ต้องการ เลยใช้โอกาสนี้ในการที่จะไปซื้อเรือฟริเกต ถ้าเป็นแบบนั้นคิดว่าเป็น ลิงแก้แหไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงๆ
ถ้าอยากได้เรือฟริเกตจริงๆ อาจมีเรือฟริเกตจากที่อื่นที่ดีกว่าประเทศจีนหรือไม่ หรือแม้กระทั่งอาจใช้โอกาสนี้ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศที่อาจต่อเรือฟริเกตของไทยเองขึ้นมาก็ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ กลายเป็นว่านายสุทินและกองทัพเรือจะแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ได้สนใจว่าจะใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไม่คุ้มค่าขนาดไหน
สุดท้ายยังวนเวียนอยู่กับการซื้ออาวุธแบบที่ไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้ว่าตกลงแล้วประเทศได้อะไรจากเรื่องนี้
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ปี 2566 เห็นว่า ไม่ซื้อเรือดำน้ำ เปลี่ยนเป็น เรือฟริเกตได้หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ง่าย ไม่ใช่รมว.กลาโหม เออออห่อหมก ก็ทำได้เลย
ระบบราชการมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง คุณวิเคราะห์ความจำเป็นขอซื้อของอย่างหนึ่ง เช่น ขอซื้อไอแพด เพื่อเป็นอุปกรณ์ติดตัวการทำงาน พอถึงเวลา บริษัทที่สั่งบอกไม่มีไอแพด ขอเปลี่ยนเป็นเครื่องเดสก์ท็อปตั้งโต๊ะ คุณก็เออออจะรับตาม ข้อเสนอ เดสก์ท็อปก็เดสก์ท็อป ดีกว่าไม่ได้ของเลย อย่างนี้ทำ ไม่ได้ในทางราชการ
เมื่อเขาส่งไม่ได้ คุณต้องปรับ เรียกเงินคืน ทำแบล็กลิสต์ เอาเงินคืนคลัง ส่วนอยากจะได้เครื่องอะไรใหม่ก็ต้องทำเรื่องขอ งบประมาณใหม่โดยชี้แจงเหตุผลความจำเป็น หากเร่งด่วนขอใช้เงินงบกลาง หรือ ทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงรายการอีกทีหนึ่ง
อีกอย่างงบประมาณอื่นๆ ที่ใช้ไปกับการเตรียมรับเรือดำน้ำ เช่น การสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำ การส่งคนไปฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการอื่นๆ หน้าไหนรับผิดชอบตอบด้วย