ประเด็นปัญหาสส.คุกคามทางเพศ ยังคงเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างยิ่งสำหรับพรรคก้าวไกล สังคมกำลังจับตาว่าจะมีบทสรุปในการสอบสวนออกมาอย่างไร และจะแถลงข้อเท็จจริงได้ภายในเดือนต.ค. ตามที่กำหนดไว้หรือไม่
ย้อนหลังไปช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สส.ก้าวไกล และสมาชิกพรรค หลายคนตกเป็นข่าวถูกร้องเรียนด้วยข้อกล่าวหาเดียวกันนี้หลายราย ส่งผลให้พรรคก้าวไกลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
เนื่องจากบางเคสมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อพรรคให้ตรวจสอบมาเนิ่นนาน แต่การตรวจสอบไม่มีความคืบหน้า รอจนเรื่องแดงกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชี่ยล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล และ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. กรรมการวินัยพรรค จึงเป็นตัวแทนพรรคแถลงชี้แจง แตกต่างจากกรณีพรรค ก้าวไกลตรวจสอบพรรคอื่นที่รุกคืบอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งภาพลักษณ์ของพรรคก้าวไกลคือพรรคของคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้า มีนโยบายเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมที่อาจพูดได้ว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่สูงกว่าพรรคอื่นๆ เช่น กรณีเมาแล้วขับ ที่สส.ประกาศลาออกทันที และเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา
ยังไม่นับรวมถึงกระแสพรรคที่โดดเด่นมาแรง ล้วนเป็นเหตุผลว่าทำไมสังคมจับจ้องและตั้งคำถามกับพรรคก้าวไกลเป็นพิเศษ
ที่สำคัญประเด็นนี้กลายเป็นจุดอ่อนให้นักการเมืองคู่แข่งหยิบมาถล่มโจมตี จากที่ก่อนหน้านี้ย่างก้าวของพรรคอนาคตใหม่ต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกลแทบหาจุดบอดไม่เจอ
ล่าสุด มีการขึ้นป้าย “ไม่เอา สส.คุกคามทางเพศ” ทั่วพื้นที่ ฝั่งธนบุรี

จน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ต้องเรียกร้องว่าในเขตของตนก็มีป้ายติดเหมือนกัน ได้รับแจ้งจากทีมงานตั้งแต่ช่วงเช้าว่ามีการติดป้ายลักษณะนี้ ตนอยากให้พี่น้องประชาชนรอการตัดสินของคณะกรรมการวินัยพรรค ซึ่งมั่นใจว่าคณะกรรมการจะเป็นกลางและจะให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
ในส่วนประเด็นที่มีการพาดพิงหรือกล่าวหากันไปแล้วก็ยังไม่ทราบข้อยุติว่าเป็นอย่างไรจากปากของผู้ถูกร้องว่าสุดท้ายเรื่องราวเป็นอย่างไร แต่การที่มีกลุ่มคนเอาป้ายไปโจมตีกันทางการเมือง ซึ่งเบื้องต้นได้ตรวจสอบแล้วพบว่าทุกป้ายเป็นป้ายรีไซเคิลของนักการเมืองคู่แข่งฝั่งตรงข้าม
“ผมคิดว่าการหยิบยกประเด็นนี้มาโจมตีกันทางการเมืองไม่สง่างามเลยสำหรับตัวนักการเมืองที่ทำแบบนี้ ตอนนี้เบื้องต้นได้ทราบจากทางสำนักงานเขตที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการติดป้าย ป้ายเกือบทั้งหมด เป็นป้ายรีไซเคิลหาเสียงจากบุคคลเพียงคนเดียว” นายณัฐชากล่าว
เมื่อถามว่ามองว่ารุนแรงไปหรือไม่ นายณัฐชากล่าวว่า ตนคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในบทบาทหน้าที่ของผู้ที่ถูกร้อง พี่น้องประชาชนก็สามารถทำได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งในโซเชี่ยลมีเดียของบุคคลดังกล่าวก็มีการสอบถามจากพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่ในส่วนของการลงทุนขึ้นป้าย 300-400 ป้ายทั่วพื้นที่แบบนี้ ตนคิดว่าเป็นการหวังผลทางการเมือง
และประชาชนจะเห็นได้ชัดเจนว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นทางการเมืองด้วยส่วนหนึ่งที่มาสำทับให้เรื่องราวรุนแรงยิ่งขึ้น ความจริงตนเห็นใจทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง อยากให้พี่น้องประชาชนรอการตัดสินของคณะกรรมการ และเชื่อว่าการตัดสินที่ออกมาจะเป็นการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ว่าอย่างไรบ้างนั้น นายณัฐชากล่าวว่า ก็มีชาวบ้านสอบถามมาบ้างว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องจริง ทำเพราะอะไร
เมื่อถามว่าผลการสอบไม่ล่าช้าไปหรือไม่ นายณัฐชากล่าวว่า ที่พี่น้องประชาชนคิดว่าล่าช้านั้นเราอาจต้องฟังจากทุกฝ่ายทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องในการฟังให้รอบด้าน เพราะผลของการตัดสินอาจ ส่งผลต่ออนาคตของบุคคลคนหนึ่งทั้งชีวิต ฉะนั้นต้องคิดรอบด้าน รอบคอบ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็อยากจะทราบรายละเอียด แต่การมีข้อมูลแจ้งมาแล้วด่วนตัดสินเลยก็อาจไม่เป็นผลดี และ อาจทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดก็ได้
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนคำแนะนำจากอดีตเลขาฯ พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะคนกันเอง ที่เรียกร้องให้ ผู้ถูกกล่าวหา หากทำผิดจริงต้องแสดงความรับผิดชอบ จะมีเสียงขานรับจากสังคมมากกว่า
“บุคคลที่ถูกกล่าวหา หากตระหนักว่าทำผิดจริงควรออกมาขอโทษผู้เสียหาย, ประชาชน, เพื่อน สส.และพรรคก้าวไกล มิใช่ปล่อยให้พรรคและคนอื่นๆ ต้องมาชี้แจงไม่รู้จักจบจักสิ้น…
แสดงความรับผิดชอบ ไม่ต้องหนี ยอมรับผิด ขอโทษ พร้อมเข้าสู่กระบวนการ การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อปกป้องตนเอง ไม่ใช่เพื่อปกป้องพรรคก้าวไกล แต่นี่คือมาตรฐานความรับผิดชอบ กล้าเผชิญหน้า และพร้อมจะปรับปรุงแก้ไข” นายปิยบุตรระบุ