เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2566 สร้างความตกอกตกใจกันทั้งตลาดหุ้น เมื่อปรากฏการณ์หุ้นไทยเดินหน้าหาจุดต่ำสุดใหม่อีกรอบ และรอบนี้หนักกว่าทุกรอบ โดยปรับตัวลงแรงต่ำสุดในรอบ 3 ปี ปิดที่ 1,371.22 จุด ลดลง 30.48 จุด (-2.17%)
โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ SET อยู่ที่ 16.83 ล้านล้านบาท หากเทียบ ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 20.44 ล้านล้านบาท มีผลให้ความมั่งคั่งของตลาดทุนไทยลดลงไปเฉียด 17% เลยทีเดียว
ทันทีที่ตลาดหุ้นไทยปิดซื้อขาย นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงด่วน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับคืนมา โดยกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ใช่แค่เพียงประเทศเดียวที่ปรับตัวลดลงรุนแรง แต่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก ตั้งแต่ตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป และตลาดหุ้นเอเชีย
พร้อมให้ข้อมูลว่าตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีมีการปรับลดลงมาโดยตลอดถึงปัจจุบันลงไปแล้ว 16% โดยเฉพาะช่วงหลังเดือนเม.ย. ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยได้แสดงกราฟข้อมูลดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-19 ต.ค. 2566 ซึ่งเพียง 1 เดือนกว่าๆ ดัชนีหุ้นไทย ร่วงลงไปถึง 8-9% หรือหายไป 139 จุด จาก 1,562 จุด มาอยู่ที่ 1,423 จุด
ซึ่งระหว่างนั้นมีเหตุการณ์สำคัญใหญ่ๆ ที่กระทบโดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยให้ขยับลงเรื่อยๆ มีทั้งปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยภายในประเทศไทยเองสลับกัน โดยปัจจัย ต่างประเทศหนีไม่พ้นการประกาศภาวะสงครามของอิสราเอล ภายหลังจากกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอล มากถึง 1,500 ราย เรื่อยมาถึงอิหร่าน ส่งคำเตือนไปยังองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น พร้อมเข้าช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ หากอิสราเอล บุกภาคพื้นดินในฉนวนกาซ่า และที่มีผลกับตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่แพ้กันเลยคือ ณ วันที่ 19 ต.ค. บอนด์ยิลด์ ของสหรัฐปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับ 4.90% และเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
ขณะที่ในประเทศรัฐบาลนำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เรื่องการแจกเงินดิจิทัล วอเล็ต 10,000 บาท และนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน กระทั่งรัฐบาลมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม นายภากร ยังสะท้อนให้เห็นว่าการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง แรงนั้น หากแต่ว่าไม่ได้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพราะถ้าเข้าไปดูดัชนีหุ้นตามรายกลุ่มอุตสาหกรรมจะพบว่า ดัชนีหุ้นกลุ่มธุรกิจบริการพิเศษ (PROF) ปรับเพิ่มขึ้น +21% กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) ลดลง-1.73% กลุ่มแฟชั่น (FASHION) -3.59% กลุ่มการแพทย์ (HELTH) -4.35% กลุ่มเทคโนโลยี (TECH) -6.34%, กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) -3.63% และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) -8.45% เป็นต้น
พร้อมชี้ให้เห็นว่าการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนต่างประเทศ จะพบว่าในปี 2565 มีการเข้าลงทุนสูงถึง 2 แสนล้านบาท ขณะที่ ณ วันที่ 25 ต.ค. 2566 นักลงทุนต่างประเทศมีการขายหุ้นไทยออกไปแล้ว 1.7 แสนล้านบาท
ที่น่าสนใจคือปริมาณการถือหุ้นในตลท. ของนักลงทุน ต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อเดือนพ.ย. 2565 สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของ นักลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 29% และเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ณ เดือนต.ค. 2566 นักลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วน การถือหุ้นไทยอยู่ที่ 29.31%
แม้ว่ามูลค่าหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองอยู่จาก 1 ล้านล้านบาท ลงมาเหลือที่ประมาณ 5.02 แสนล้านบาทก็ตาม แต่เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงเดิม ฉะนั้นเงินที่ไหลออกไปคือเงินระยะสั้นที่มีการซื้อขาย
ยิ่งไปกว่านั้นสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น จะเห็นได้เลยว่าในความเป็นจริงแล้ว บางอุตสาหกรรมต่างชาติถือหุ้นเพิ่มด้วย เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (TECH) จากเดิม 50% เพิ่มเป็น 64% หุ้นกลุ่มบริการ (SERVICE) จาก 19% เพิ่มเป็น 22% ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงิน (FINANCE) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 35.3% เป็น 35.6%
ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (PROPCON) เพิ่มจาก 20% เป็น 23% นอกจากนี้ ยังลงทุนเพิ่ม ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จาก 5.5% เพิ่มเป็น 6.2%
ขณะเดียวกันก็มีหุ้นบางกลุ่มที่นักลงทุนต่างประเทศลดการ ถือครอง เช่น หุ้นกลุ่มทรัพยากร (RESOURC) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (INDUS) กลุ่มธุรกิจอาหาร (FOOD) การเกษตร (AGRI) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (CONSUMP)
ดังนั้นตามที่ได้กล่าวไปแล้ว หากจะดูตลาดหุ้นไทยโดยภาพรวม ณ เวลานี้ คงเดาใจลำบาก คงต้องดูเป็นรายอุตสาหกรรมว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะดัชนี และโดยเฉพาะการถือครองของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งในระยะหลังนี้ค่อนข้างมีผลกระทบกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
และหากเปรียบเทียบดัชนีหุ้นไทย กับตลาดหุ้นประเทศใหญ่ๆ จะพบว่า สหรัฐ ซึ่งดัชนีวันก่อนหน้าปรับตัวลงไปค่อนข้างมาก ส่วนยุโรปก็เช่นกัน แต่ที่น่าสนใจคือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่ประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ปรับลงเกิน 1% จะมีบางประเทศ เช่น เกาหลี ดัชนีปรับลดลงไปถึง 2.84%
ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 26 ต.ค. 2566 ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก
ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ยังมีปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นหลายเรื่อง ดังนั้นอยากฝากไปยังนักลงทุนว่า ในช่วงนี้จะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย จึงอยากฝากให้นักลงทุนติดตามข้อมูลและดูผลกระทบให้ดี
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะเร่งจัดทำข้อมูลตัวเลข ผลประกอบการไตรมาส 3/2566 ของบริษัทจดทะเบียนไทย มาเป็นข้อมูลสนับสนุนเพื่อให้นักลงทุนได้เห็นว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดบ้างได้รับผลกระทบอย่างไร
นายภากร ยังได้ตอบคำถามถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ จะฟื้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในแบบไหนและอย่างไร นอกเหนือจากที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ และจะมีการโรดโชว์ หรือออกมาตรการใดๆ ออกมาหรือไม่
โดยในประเด็นนี้ นายภากรกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ไม่ได้เป็นตลาดเดียวที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ดังนั้นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเร่งดำเนินการคือ การอัพเดตข้อมูลต่างๆ ที่เป็นเรื่องผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนใดจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจ จะเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจให้กับนักลงทุน และผู้จัดการกองทุนต่างๆ
ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และสมาคม นักวิเคราะห์ ก็จะมีการจัดทำข้อมูลและการวิเคราะห์ลงลึกตัวเลขต่างๆ อย่างละเอียด ในทุกแง่มุมของตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อแสดงให้นักลงทุนได้เห็นข้อมูลในจุดต่างๆ ที่เป็นสภาวะปัจจุบัน และศักยภาพของตลาดทุนไทย
นายภากรยังกล่าวย้ำด้วยว่าสิ่งที่อยากจะย้ำเตือนกับนักลงทุน คือ Fundamental หรือปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเลย แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทย ตลอดจนบริษัทจดทะเบียนของไทย ถูกกระทบรุนแรงมาก ตลท. จึงอยากนำข้อมูลมาชี้แจงให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและกระทบตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่ เพื่อให้นักลงทุนได้มองเห็นถึงโอกาส
“ยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยที่ปรับลงมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศ อื่นๆ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนหลายปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจนทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ดังนั้นโจทย์คือ จะทำอย่างไรให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดมีความเข้าใจ และสบายใจมากขึ้นกับปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ นั้น ดังนั้นเรื่องการให้ข้อมูล และการวิเคราะห์ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องออกมาให้ข้อมูลในการที่จะชี้นำให้เห็นถึงความเสี่ยง ผลตอบแทน และโอกาสที่จะเกิดขึ้น”
ที่สำคัญที่อยากฝากถึงนักลงทุน คือ ปัจจัยความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน ขณะนี้ ตลอดจนปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยของสหรัฐ จะมีผลทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนต่อไปในอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจลงทุน