เมื่อนึกถึงประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลสวยงามระดับโลก หลายคนคงนึกถึงกรีซ ประเทศติดทะเล ที่มีเกาะน้อยใหญ่ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟกระจายอยู่ทั่วประเทศราว 3,000 แห่ง

2 เกาะอันโด่งดังมากๆ ที่ธนาคารออมสินพาเราไปสัมผัสความงาม คือ เกาะมิโคนอส (Mykonos Island) ซึ่งอาจจะไม่คุ้นหูคนไทย มากนัก และเกาะซานโตรินี (Santorini Island) รับรองชื่อนี้ ทุกคนร้องอ๋อ เพราะเป็นเกาะสวรรค์ที่อยู่ในฝันของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

การไปเยือนเกาะมิโคนอส เริ่มด้วยการนั่งรถราว 30 นาที จากกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงกรีซ ไปยังท่าเรือพิเรอุส (Piraeus Harbour) เพื่อต่อเรือเร็ว SANTORINI PALACE

แม้จะใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน ราว 3 ชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำให้เราเบื่อหรือหิว เพราะภายในเรือเฟอร์รี่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมือนโรงแรมย่อมๆ ทั้งบาร์เครื่องดื่ม อาหาร และร้านขายของที่ระลึกไว้บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งยังมีดาดฟ้าเรือให้ออกไปรับลมและชมความงามของทะเลอีเจียน (Aegean Sea)ได้แบบใกล้ชิดอีกด้วย

‘มิโคนอส’ เป็นเมืองพักตากอากาศชื่อดังของกรีซ เพราะมี หาดทรายสวย น้ำทะเลใสปิ๊ง กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือ การดำน้ำลึก พายเรือ เล่นวินด์เซิร์ฟ

สำหรับสายช็อป สายชิล สามารถไปเดินเล่นแถบย่านเมืองเก่า ชมหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเเบบกรีซ เเนวกำเเพงสีขาว ราวบันไดหน้าต่างสีฟ้า สีแดงน่ารักละมุนไปทั้งเมือง ใกล้ๆ กันยังมีย่านช็อปปิ้งให้เราได้เลือกซื้อหาของที่ระลึกสุดฮิต ไม่ว่าจะเป็น แม็กเน็ต กระเป๋าผ้าเพนต์ลาย แต่ถ้าเมื่อยก็แวะคาเฟ่สุดชิก นั่งจิบชา กาแฟ พักเอาแรงก่อนได้

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังใจกลางเมืองที่ทุกคนต้องไปเช็กอินคือ กังหันลมแห่งมิโคนอส (Mykonos Windmills) ที่มีลักษณะเป็นแท่งกลมสีขาว หลังคามุงด้วยวัสดุคล้ายฟางแห้ง

ตามตำนานเล่าว่า มิโคนอส มีชื่อเล่นว่าเกาะแห่งสายลม เพราะมีกระแสลมพัดแรงตลอดทั้งวันทั้งคืน ทำให้ชาวเกาะประดิษฐ์กังหันลมนี้ขึ้นมาใช้ประโยชน์ ในอดีตใช้กังหันลมในการบดข้าวสาลี และ พืชไร่อื่นๆ ให้กับชาวเมือง

อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ทุกคนต้องแวะไปถ่ายรูปคือ ลิตเติ้ล เวนีซ (Little Venice) อาคารบ้านเรือนหลากสีริมทะเลที่มองเผินๆ คล้ายกับเมืองเวนิส ของอิตาลี

ความแปลกของหาดที่นี่คือ เป็นหาดหินก้อนใหญ่ๆ ให้ความรู้สึกดูแปลกตาไปอีกแบบ บริเวณนี้พอตกเย็นจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว เพราะเป็นแหล่งรวมของผับ และร้านอาหารอร่อยริมหาด ที่นักท่องเที่ยวต่างมาปักหมุดดินเนอร์อาหารทะเลสดๆ จากทะเล ชมพระอาทิตย์ตกดิน เป็นการปิดทริปทัวร์เกาะมิโคนอสที่สุดแสนจะโรแมนติก

สถานีต่อไปคือ เกาะซานโตรินี เราเดินทางออกจากเกาะมิโคนอส ด้วยเรือเร็ว WORLDCHAMPION JET ตอน 9 โมงเช้า ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง เรือก็มาจอดเทียบที่ท่าเรือ THIRA ของเกาะซานโตรินี

เกาะนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชินีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน แม้ว่าจะมีขนาดเล็กเพียง 18 กิโลเมตร แต่โด่งดังเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

พื้นที่เกาะส่วนใหญ่มีสภาพเป็นหน้าผาสูงชันลดหลั่นกระจายไปทั่วเกาะ เพราะเกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ ช่วยเพิ่มเสน่ห์เกาะให้งดงามแบบไม่เหมือนใคร อาคาร บ้านเรือน โบสถ์และร้านค้า ขายของที่ระลึก ถูกสร้างขึ้นบนหน้าผาต่างระดับไปทั่วเกาะ เน้นสีธีมขาวฟ้าเหมือนกันหมด ยิ่งทำให้เกาะแห่งนี้ดูสวยสะอาดตา และโรแมนติกสุดๆ

ตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่คดเคี้ยว ซับซ้อนบนเกาะ ทำให้การเดินชมความงามของสิ่งก่อสร้างบนเกาะมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น บางช่วงมีการปลูกดอกไม้ประดับประดา ที่เห็นบ่อยและสะดุดตาที่สุดคือดอกเฟื่องฟ้าสีชมพูสด ยิ่งทำให้เมืองดูมีสีสันมากขึ้น

มุมมหาชนที่เราแวะไปถ่ายรูป เพราะถ้า ไม่ถ่ายถือว่ามาไม่ถึงคือ วิวเมืองฟีร่า (Fira) ศูนย์กลางย่านการค้า ช็อปปิ้งชื่อดัง และ หมู่บ้านเอีย (Oia Village) ที่มีแบ๊กกราวด์ เป็นโบสถ์สีขาวนวล ตัดกับหลังคาสีฟ้า ที่เรา เห็นกันในสกู๊ปท่องเที่ยวจนคุ้นตา

แต่เพื่อเปิดมุมมองและสร้างบรรยากาศแปลกใหม่ ในการเที่ยวเกาะซานโตรินี คณะเราเลือกใช้บริการล่องเรือคาตามารัน เพื่อสำรวจ ความงามของทัศนียภาพรอบๆ เกาะด้วย

ล่องเรือชมวิวทะเลอีเจียนเพลินๆ ไปได้สักพัก กัปตันเรือก็ทอดสมอเพื่อจอดแวะพักจุดแรก บริเวณเกาะภูเขาไฟเนีย คาเมนี (Nea Kameni) ให้นักท่องเที่ยวได้โดดลงไปแหวกว่ายน้ำทะเล และว่ายน้ำไปยังบริเวณน้ำพุร้อน เพื่อสปาร่างกายให้สดชื่นจากแร่ธาตุธรรมชาติในทะเล

แม้ว่าทะเลอีเจียนจะดูกว้างใหญ่ เวิ้งว้าง ทำเอาคนว่ายน้ำไม่เป็นอย่างเราแอบใจสั่น แต่ชาวคณะเราหลายคนไม่รีรอโดดลงทะเลเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ว่ายกันพอหอมปากหอมคอ ก็กลับขึ้นมานั่ง พักผ่อนบนเรือ ซึ่งทางเรือมีของว่าง เครื่องดื่ม และขนมขบเคี้ยว ไว้บริการตลอดการเดินทาง

ระหว่างเส้นทางล่องเรือเราได้สัมผัสกับความงามของท้องทะเลอีเจียนเต็มอิ่ม แบบใกล้ชิดน้ำกระเซ็นโดนหน้า เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเที่ยวทะเลจริงๆ ได้สัมผัสความแตกต่างของน้ำทะเล ช่วงน้ำตื้นจะมีสีฟ้าออกเขียวๆ อ่อน แต่พอเรือล่องเข้าสู่เขตน้ำลึก น้ำทะเลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม สวยสดงดงามมากจริงๆ

ยิ่งทำให้เราตื่นตาตื่นใจมากขึ้น เมื่อเรือล่องผ่าน หาด 3 สี ที่เกิดขึ้นจากสีของหินและดินภูเขาไฟ แต่ละแห่งที่ไม่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ หาดทรายขาว (White sand Beach) ที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่างของหน้าผาหินสีขาวโพลนตัดกับสีน้ำทะเลที่มองดูสวยแปลกตา (หน้าผาที่มี ก้อนหินสีขาว)

ตามมาด้วยหาดแดง (Red sand Beach) ที่รายล้อมด้วยหน้าผาสูงสีแดง ตัดกับน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม ดูมีเสน่ห์งดงามอย่างน่าทึ่ง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจำนวนมากต้องมาเช็กอินนอนอาบแดดที่นี่

หาดสุดท้าย คือ หาดทรายสีดำ (Black Sand Beach) ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ สีสันดูไม่คุ้นตา แต่มองดูแล้วมีเสน่ห์ลึกลับไปอีกแบบ

นอกจากหาด 3 สี แล้วระหว่างทางเรายังได้เพลิดเพลินกับวิว มุมมองใหม่ที่ไม่เหมือนใครของทัศนียภาพ เมืองฟีร่า และหมู่บ้านเอีย มุมกว้างแบบครบทั้งเมือง ที่ทอดตัวเป็นแนวยาวบนหน้าผาริมทะเลอีเจียน มองแล้วงดงามประทับใจจริงๆ

จุดแวะพักสุดท้ายที่เรือมาจอดลอยลำคือ ทะเลซึ่งอยู่บริเวณด้านล่างของหมู่บ้านเอีย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดของเกาะ

ภาพพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ คล้อยต่ำ ลาลับขอบฟ้า จมหายลงไปในทะเล สวยจับใจเกินอธิบายจริงๆ

มยุรี นวมมี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน