เอเอฟพีและบีบีซีรายงานวันที่ 30 ต.ค. ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่อลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังกองทัพอิสราเอลแถลงว่าเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในซีเรีย “ไม่นานมานี้เครื่องบินรบของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ) โจมตีเครื่องยิงจรวดซึ่งมีการยิงเมื่อคืนนี้จากดินแดนซีเรียไปยังดินแดนอิสราเอล” ขณะเดียวกันยังเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่โรงพยาบาลอัล-คุดส์ สถานพยาบาลหลักทางตอนเหนือของฉนวนกาซ่า โดยกองทัพอิสราเอลออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งอพยพออกจากโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลายร้อยคนที่กำลังรับการรักษานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
แพทย์ประจำโรงพยาบาลอัล-คุดส์ส่งข้อความมายังผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า “ตอนนี้การทิ้งระเบิดอย่างหนักได้เริ่มขึ้นแล้วในบริเวณใกล้กับโรงพยาบาลอัล-คุดส์ ทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆ ต่าง หวาดกลัว พวกเขาทิ้งระเบิดอาคาร (ที่อยู่อาศัย) ด้านหลังโรงพยาบาลด้วย” และว่าก่อนหน้านี้ได้รับข้อความเสียงจากชาวเมืองกาซ่าว่าอิสราเอลทิ้งระเบิดอาคารที่พักอาศัย 2 แห่ง และตอนนี้กำลังทิ้งระเบิดถล่มอาคารแห่งที่สาม
ด้านเจ้าหน้าที่สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลอัล-คุดส์ กล่าวผ่านวิดีโอว่า “การอพยพหมายถึงการฆ่าพวกเขา” ส่วนนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงเรียกร้องให้หยุดยิงในฉนวนกาซ่าทันที
สำหรับการปะทะนองเลือดในช่วง 24 วันที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตในกาซ่าเพิ่มเป็นกว่า 8,306 ราย เป็นเด็ก 3,457 ราย รวมกับเหยื่อในอิสราเอลราว 1,400 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นกว่า 9,706 ราย และตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. ที่อียิปต์เปิดด่านชายแดนราฟาห์ มีขบวนรถบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือเข้าถึงฉนวนกาซ่าแล้ว 117 คัน ในจำนวนนี้ 33 คันเป็นรถบรรทุกที่เดินทางข้ามชายแดนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอกับจำนวนพลเรือนราว 2.4 ล้านคนที่ยังอยู่ในกาซ่า