รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกอย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมามีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบหลายมาตรการไปแล้ว ทั้งการลดค่าไฟฟ้าเป็น 4.10 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง จาก 4.45 บาท เริ่มรอบบิลก.ย.66 เป็นต้นไป

สัปดาห์ถัดไปลดเพิ่มอีก 11 สตางค์ เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบิล ก.ย.-ธ.ค.66

ลดราคาน้ำมันดีเซล ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.66 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.66 โดยใช้กลไกของภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ระยะเวลาในการขอเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ตั้งแต่ 1 ต.ค.66-31 ม.ค.67

วีซ่าฟรีชั่วคราวให้นักท่องเที่ยวจีนและ คาซัคสถาน ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.66-29 ก.พ.67

ส่วนการประชุมครม.ล่าสุดวันที่ 31 ต.ค. ยังออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

เริ่มจากมีมติเปิดวีซ่าฟรีอีก 2 ประเทศคืออินเดีย และไต้หวัน เป็นกรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.66-10 พ.ค.67 (ระยะเวลา 6 เดือน) เพื่อให้พำนักอยู่ไทยได้ไม่เกิน 30 วัน

คาดนำเงินเข้าประเทศไทยประมาณ 55,000 ล้านบาท ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่นของชาวอินเดียและไต้หวัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาลไทยที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศในระยะสั้น

สำหรับนักท่องเที่ยวจากอินเดียและไต้หวันพบว่า ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย.66 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทย 1,162,251 คน คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 66 จะเดินทางเข้าไทยอีกประมาณ 1.55 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียใช้จ่ายประมาณ 41,000 บาท/การมาท่องเที่ยว 1 ครั้ง ขณะที่ไต้หวันใช้จ่ายประมาณ 43,000 บาท/การมาท่องเที่ยว 1 ครั้ง คาดว่าภายในปี 2566 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว เดินทางเข้าไทยประมาณ 700,000 คน

ถัดมาเป็นข่าวดีเรื่องการลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ลง 1 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.66-7 ม.ค.67

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ชี้แจงถึงเหตุผลที่ยังไม่สามารถลดราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ลง 2.50 บาทต่อลิตร ตามที่วางเป้าหมายไว้ว่า เดิมกระทรวงพลังงานเสนอแนวทางไว้ว่าจะปรับลดราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ลง 2.50 บาทต่อลิตร แต่ได้รับทราบจากทางกระทรวงการคลังว่า ทางภาษีสรรพสามิต ไม่ได้แบ่งแยก สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับแก๊สโซฮอล์ 91 ถือเป็นอัตราเดียวกัน ถ้าลดก็ต้องลดหมด

ทางกระทรวงการคลังเห็นว่า ไม่สามารถปรับลดอัตราภาษี สรรพสามิตลง 2.50 บาท สำหรับแก๊สโซฮอล์ทุกประเภทได้ จึงหาทางออกร่วมกัน และได้ข้อสรุปว่าให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตลง สำหรับแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ในอัตรา 1 บาทต่อลิตร เท่ากัน

อย่างไรก็ตาม ครม.เห็นชอบในหลักการให้แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 2.5 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงการคลังเสนอให้กระทรวงพลังงาน ไปบริหารจัดการจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้ลดเพิ่มเติมได้อีก 1.50 บาทต่อลิตร เพื่อทำให้สามารถลดราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ได้ 2.5 บาทต่อลิตร ตามที่ได้เสนอไว้ต่อไป

อีกเรื่องใหญ่คือ ครม.เห็นชอบให้ ‘น้ำตาลทราย’ เป็นสินค้าควบคุมภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรึงราคาไว้ เท่าเดิม

พร้อมออกมาตรการกำกับดูแลราคาน้ำตาล แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.ประกาศควบคุมราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน น้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 19 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์กิโลกรัมละ 20 บาท ส่วนราคาจำหน่ายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล น้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 24 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์กิโลกรัมละ 25 บาท

2.ออกมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำตาลทรายไปยัง ต่างประเทศ หากส่งออกตั้งแต่ 1 ตันเป็นต้นไป จะต้องขออนุญาตอนุกรรมการที่จัดตั้งขึ้นก่อน ซึ่งมอบหมายให้สำนักงาน คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เป็นประธานอนุกรรมการเพื่อให้เกิดความสมดุลของปริมาณและราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ในอนาคต

ถือเป็นการออกมาตรการเร่งด่วนหลังจากที่สอน.ได้ประกาศ ปรับขึ้นราคาหน้าโรงงานน้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 4 บาท มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ต.ค.66 จะทำให้ราคาพุ่งพรวดเดียวกิโลกรัมละ 4 บาท

ทำให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เรียกกกร.ประชุมด่วน เพราะเป็นห่วงว่า การปรับขึ้นราคาน้ำตาลกิโลกรัมละ 4 บาท จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่น้ำตาลทราย ทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เพราะอาจมีการปรับขึ้นราคาสินค้าที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบ อาทิ น้ำอัดลม ยารักษาโรค และอื่นๆ

เมื่อครม.เห็นชอบ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที

นายภูมิธรรมกล่าวว่า การตรึงราคาต้องนำเข้ามาเป็นสินค้าควบคุม และเคยควบคุมอย่างนี้มาตลอด เพึ่งมาปล่อยให้เป็นเสรีสมัยรัฐบาลคณะปฏิวัติ รัฐประหาร และขณะนี้ปัญหาไปอยู่ที่ประชาชน ซึ่งเป็นผู้บริโภคแบกรับภาระหนักทั้งหมด จึงต้องนำน้ำตาลทรายกลับเข้ามาเป็นสินค้าควบคุม

พร้อมให้กรมการค้าภายในติดตามดูแลราคาขายน้ำตาลทราย หน้าโรงงานและร้านค้าให้เป็นไปตามมติกกร. หากใครขายเกินราคา ควบคุมจะมีโทษตามมาตรา 25 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพบมีการกักตุน จะมีความผิดตามมาตรา 30 ข้อหาปฏิเสธการจําหน่ายหรือประวิงการจําหน่ายหรือการส่งมอบสินค้าควบคุม มีโทษจําคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท

นายภูมิธรรมยังยืนยันว่าสำหรับเกษตรกรชาวไร่อ้อยนั้น กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเข้าไปช่วยกัน ดูแลต่อไป โดยระหว่างนี้จะพยายามดูทุกส่วนให้เกิดประโยชน์ หรือไม่ให้ได้รับผลกระทบมากเกินกว่าควรจะเป็น

ถือเป็นการลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมช่วยเหลือชาวไร่อ้อยไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนไปพร้อมกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน