ศาสตราจารย์คริสเตียน พีแฟรงก์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ พร้อมด้วยคณะวิจัยศูนย์นิเวศวิทยาและอุทกวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร(ยูเคซีอีเอช) ศึกษาพบว่า “มลพิษทางอากาศ” ส่งผลกระทบต่อผึ้งอย่างมากเพราะมลพิษเหล่านี้ปิดกั้นเหล่าแมลงผสมเกสรจากการค้นหาดอกไม้ จากการทดสอบด้วยอุโมงค์ลมความยาว 30 เมตร โดยใช้ผึ้งที่ได้รับการฝึกฝนให้รับรู้ถึงกลิ่นที่ผสมกัน จากนั้นแนะนำกลิ่นใหม่ที่ผ่านการดัดแปลงด้วยโอโซน พบว่าร้อยละ 52 ของผึ้งสามารถรับรู้กลิ่นได้ในระยะ 6 เมตร แต่ลดลงเหลือร้อยละ 38 ที่ระยะห่าง 12 เมตร และลดลงอย่างมากในกรณีของกลิ่นดอกไม้ที่มีการดัดแปลงด้วยโอโซน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ก๊าซโอโซนที่ระดับพื้นดินมักเกิดขึ้นเมื่อการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์จากรถยนต์ยานพาหนะ และกระบวนการทางอุตสาหกรรม จากนั้นทำปฏิกิริยากับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่ปล่อยออกมาจากพืชเมื่อมีแสงแดด จะเปลี่ยนขนาดและกลิ่นที่ดอกไม้ปล่อยออกมาส่งผลให้ความสามารถของผึ้งในการจดจำและจำแนกกลิ่นลดลงมากถึงร้อยละ 90 แม้ผึ้งจะอยู่ห่างจากดอกไม้นั้นๆ เพียงไม่กี่เมตรก็ตาม ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าโอโซนมีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียต่อความอุดมสมบูรณ์ของดอกไม้ป่าและผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งการวิจัยระหว่างประเทศระบุว่าโอโซนมีผลกระทบด้านลบต่อการผลิตอาหาร เนื่องจากทำลายการเจริญเติบโตของพืช ดร.เบน แลงฟอร์ด นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่ยูเคซีอีเอชหนึ่งในหัวหน้านักวิจัยที่ทำการศึกษากล่าวว่าราวร้อยละ 75 ของพืชที่เป็นอาหารของมนุษย์ และเกือบร้อยละ 90 ของพืชดอกตามธรรมชาติต้องพึ่งพาการผสมเกสรของผึ้งและสัตว์ที่เป็นนักถ่ายละอองเรณูในระดับหนึ่ง การที่มลพิษกระทบต่อการรับรู้และหา ดอกไม้ของแมลงเหล่านี้จึงส่งผลรุนแรงต่อกระบวนการผลิตแหล่งอาหาร สิ่งทอ เชื้อเพลิงชีวภาพ และยารักษาโรค