เมื่อวันที่ 1 พ.ย. อัลจาซีรารายงานว่า บรรดาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและอีกหลายประเทศรุมประณามการกระทำของกองทัพอิสราเอลที่ทิ้งระเบิดโจมตีทางอากาศต่อค่ายผู้อพยพ จาบาเลีย ค่ายผู้อพยพใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซ่าเพื่อปลิดชีพผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮามาสและทำลายอุโมงค์ของฮามาสส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย บาดเจ็บกว่า 200 คน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 23 โดยอิสราเอลส่งกำลังภาคพื้นเข้ากวาดล้างกลุ่มฮามาส
คำเตือนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงวิกฤตด้านมนุษยธรรมระดับภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้น ขณะที่ทางการอิสราเอลนั้นยอมรับว่าเป็นความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้านนายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ หรือยูเอ็น กล่าวแสดงความกังวลอย่างสูงต่อแนวโน้มลุกลามและความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นของการสู้รบ
ขณะที่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี ดำเนินการแก้ไขสถานการณ์โดยด่วนที่สุด
เหตุโจมตีข้างต้นทำให้ทางการซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ประณามอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุดต่อเนื่องจากบรรดาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ขณะที่ทางการโบลิเวีย ชาติละตินอเมริกา ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล ส่วนชาติละตินอเมริกาอีก 2 ชาติ ได้แก่ โคลอมเบียและชิลีประกาศเรียกเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลกลับประเทศ
ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่อิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้พิการชาวปาเลสไตน์ ส่วนยอดผู้เสียชีวิตรวมจากไฟสงครามเพิ่มเป็น 9,700 รายแล้ว ขณะที่ตัวประกันกว่า 200 คน ที่อยู่ในมือของกลุ่ม ฮามาสนั้นยังไม่ทราบชะตากรรม