แม้ขณะนี้สังคมสนใจและโฟกัสไปที่มาตรการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ แก้ปัญหาปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ลดราคาพลังงาน วีซ่าฟรี และล่าสุดการจัดสรรที่ทหารให้ประชาชน เช่าทำกิน รวมถึงการช่วยเหลือแรงงานที่อิสราเอล
แต่ปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หากไม่นับประเด็นหมวด 1 และหมวด 2 จะเห็นได้ว่าการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวต่อเนื่องนับแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จนถึงการประกาศเป็นนโยบายหาเสียง ไม่ต่างจากพรรคก้าวไกล ที่รณรงค์ให้แก้ไข
ด้วยมองไม่ต่างกันว่ารัฐธรรมนูญ 60 ไม่เพียงมีที่มาจากคสช. กระบวนการยกร่างไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานประชาธิปไตย และที่สำคัญคือการสร้างกลไกในการสืบทอดอำนาจ
ขนาดวันนี้ รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 หรือ คณะกรรมการศึกษาการทำประชามติ ขึ้นมาขับเคลื่อนแล้ว
ก็ยังมีคำถามเล็ดลอดว่ารัฐบาลจะผลักดันการแก้ไขจริงหรือไม่ หรือแค่การซื้อเวลา
สำทับด้วยกรณี สส.ซีกรัฐบาลโหวตคว่ำญัตติของพรรคก้าวไกล ที่ขอให้สภาเห็นชอบและแจ้งครม.ดำเนินการจัดการออกเสียงประชามติ สอบถามความเห็นประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หากรัฐบาลเพื่อไทยไม่ผลักดันเรื่องนี้ย่อมต้องเจอกับโจทย์ใหญ่และแรงเสียดทานอย่างหนัก การดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม จึงเป็นหนทางที่พรรคเพื่อไทยเลือกเดิน
นอกจากการจัดตั้ง คณะกรรมการศึกษาการทำประชามติ ที่ประกอบไปด้วยคณะอนุกรรมการ 2 ชุด คือ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ และคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ
ล่าสุด คณะกรรมการศึกษาการทำประชามติ โดยคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ ที่มีนายนิกร จำนง เป็นประธาน ได้เริ่มเดินสายรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มองค์กรต่างๆ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายนิกรนำคณะประชุมกับกมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา
สว.บางคนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขณะที่คณะอนุฯ ยืนยันรัฐบาลเห็นว่าต้องแก้ไขทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1 และ 2 เพราะถ้าไม่แก้ทั้งฉบับก็ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน
ทั้งนี้ มีข้อสรุปร่วมกันที่จะทำแบบสอบถามเพื่อให้ สว. 250 คนร่วมกันแสดงความเห็น ในช่วงเปิดสมัยการประชุมสภาต้นเดือน ธ.ค. 2566 เพื่อรับความคิดเห็นให้รอบด้านจากสมาชิกวุฒิสภาทุกคน
นอกจากการรับฟังความเห็นของส.ว.แล้ว ยังกำหนดไทม์ไลน์ เบื้องต้นเพื่อเดินสายรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนพ.ย. ไปจนถึงเดือนธ.ค. ดังนี้
2 พ.ย. รับฟังความคิดเห็นกมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนฯ ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นประธาน
หลังจากนั้นจะทำแบบสอบถามความคิดเห็นจาก สส.ทั้ง 500 คน ในลักษณะเดียวกับสว.
8 พ.ย. รับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตัวแทนนิสิต นักศึกษา
14 พ.ย. รับฟังความคิดเห็นจากพรรคพรรคก้าวไกล ที่เห็นต่างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แยกหมวด 1 และ 2 ขณะที่รัฐบาลไม่แตะทั้ง 2 หมวด
15 พ.ย. รับฟังความคิดเห็นตัวแทนประชาชนกลุ่มต่างๆ 14-15 กลุ่ม รวมถึงกลุ่ม iLaw กลุ่มคนพิการ รวมประมาณ 80 คน ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาทำประชามติ ร่วมรับฟัง
20 พ.ย.- 7 ธ.ค. เดินสายรับฟังความคิดเห็นประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
– เริ่มจากรับฟังเกษตรกรและชาวชนบทที่ภาคอีสาน ที่จ.สกลนคร
– ก่อนขึ้นเหนือไปที่ จ.เชียงใหม่ ฟังความเห็นจากเมืองท่องเที่ยว และกลุ่มชาติพันธุ์
– ไปภาคตะวันออก รับฟังมุมมองของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรรม
– ปิดท้ายการเดินสายต่างจังหวัด ในวันที่ 7 ธ.ค. ลงไปฟังความเห็นพี่น้องชาวมุสลิมและเขตชายแดนใต้
สัปดาห์ที่ 3 เดือนธ.ค. คณะกรรมการศึกษาการทำประชามติจัดทำข้อสรุป ภายหลังคณะอนุฯ นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการเดินสายรับฟังความคิดเห็น
ต้นปี 2567 เสนอให้รัฐบาลพิจารณา