มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดยให้ทุกหน่วยงานจัดกิจกรรมตลอดทั้งเดือน
เพื่อให้สังคมและทุกภาคส่วน ได้ตระหนักรู้ เห็นความสำคัญ และร่วมกันป้องกันความรุนแรงนานาประการ ที่เกิดขึ้นต่อเด็กและสตรี
รวมถึงความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ การไม่เพิกเฉยหรือมองปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเพียงปัญหาในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิ กายนของทุกปี เป็น “วันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล” ตั้งแต่ปีพ.ศ.2542
ปัญหาความรุนแรงในเด็กประกอบด้วย การทำร้ายร่างกาย ทารุณกรรม การละเมิดทางเพศ การทำร้ายทางจิตใจ การละเลยทอดทิ้ง รวมถึงการแสวงหาประโยชน์อื่นๆ จากเด็ก
จากสถิติผู้มารับบริการของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในระหว่างการระบาดของ เชื้อโควิด-19 มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
พบว่าในจำนวนนี้ถึงร้อยละ 40 เป็นเด็กอายุ ต่ำกว่า 20 ปี ผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นบุคคลในครอบครัว ได้แก่ บิดา มารดา พี่น้อง และญาติใกล้ชิด
สถิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็พบว่าเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศทางออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เล่าให้ผู้ปกครองฟัง และเกือบครึ่งหนึ่งไม่รู้จะขอความ ช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ทุกวันนี้สังคมไทยมีความเปราะบางเป็นอย่างมาก ความเข้มแข็งความอบอุ่นในครอบครัว จึงเป็นเกราะป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับเด็กและเยาวชน
แต่ความรักอบอุ่นของครอบครัวนั้น ต้องเริ่มที่การยุติความรุนแรงต่างๆ เสียก่อน โดยสังคมทุกภาคส่วนจะต้องไม่เพิกเฉยหรือนิ่งดูดายกับความรุนแรงใดๆ ที่เกิดขึ้น
เด็กและสตรีถือว่าเป็นบุคคลที่มีความเปราะบาง สังคมจะต้องร่วมกันปกป้องให้รอดพ้นและลดบรรเทาความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน
อย่างไรก็ตาม การรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีจะต้องไม่ทำเฉพาะแต่เพียงเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น แต่จะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทุกวันไป โดยไม่ขาดช่วงห้วงเวลา