จากกรณี นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา หรือ แจ้ สส.ปราจีนบุรี ที่ถูกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มีมติขับออกจากการมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศทีมงานสาว ออกมาแฉกลับถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ถูกขับออกจากพรรค เนื่องจากได้ยื่นเรื่องให้กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ตรวจสอบเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว กรณีผู้ช่วยสส.ของพรรคก้าวไกล อักษรย่อ “ส.” เรียกรับผลประโยชน์และมีความพยายามให้บริษัทบ่อขยะในอ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซื้อที่ดินของตนเอง ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินและทำให้เสียภาษีถูกลง โดยมีหลักฐานและ รายละเอียด ขาดเพียงสลิปการโอนเงินเท่านั้น
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่โรงแรมอักษร อ.แกลง จ.ระยอง นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่าทั้ง 2 กรณีต้องพิจารณาแยกกัน เรื่องคุกคามทางเพศเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องทุจริตบ่อขยะก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากบุคคลที่ถูกกล่าวหารับผลประโยชน์จากบ่อขยะจริงก็ ไม่สามารถลบข้อครหาเรื่องคุกคามทางเพศหายไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสงสัยว่าถึงแม้ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ กรรมการบริหารพรรค ไม่ได้มีโหวต แต่อาจมีการล็อบบี้ให้โหวตขับนายวุฒิพงศ์ ถูกขับออกจากพรรค นายชัยธวัชกล่าวว่า น.ส.เบญจาไม่ได้มีส่วนในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว
การแต่งตั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ารับผลประโยชน์ในฐานะผู้ช่วย สส.ของน.ส.เบญจานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่พรรคเสนอชื่อ เนื่องจากเห็นว่าเป็น คณะทำงานในจ.ปราจีนบุรี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน น.ส.เบญจาได้นำรายชื่อออกจากการเป็น ผู้ช่วยสส.แล้วเพื่อไม่ให้เกิดการอคติในการตรวจสอบ เกี่ยวกับการรับผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ
ส่วนจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกลับกับนายวุฒิพงศ์หรือไม่นั้น นายชัยธวัชกล่าวว่า ในส่วนที่พรรคต้องทำคือการสอบสวนว่ามีการรับผลประโยชน์จริงหรือไม่ หากมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับน.ส.เบญจา แน่นอนว่าต้องมีการตรวจสอบ
“ต้องเรียนว่าข้อเท็จจริงที่สส.ปราจีนบุรี นำมากล่าวหา ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับน.ส.เบญจาเลย เป็นเพียงการกล่าวหาว่าบุคคลที่เป็นทีมงานของพรรคในจ.ปราจีนบุรี มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่ารับผลประโยชน์จากบ่อขยะ ซึ่งในข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับน.ส.เบญจาเลย เพียงแต่มีการกล่าวหาว่าเพราะบุคคลท่านนี้เป็นผู้ช่วยสส.ของน.ส.เบญจา เลยเป็นเหตุที่มีแรงจูงใจในการขับเขาออกจากพรรค” นายชัยธวัชกล่าว
ต่อข้อถามว่ากรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร จะรับลูกเชิญนายวุฒิพงศ์เข้าไปให้ข้อมูล นายชัยธวัช กล่าวว่า “ก็ดีเลยครับ” ตนอยากให้จริงจัง เพราะเครือข่ายผลประโยชน์ในการหากินกับบ่อขยะ รวมถึงขยะในอุตสาหกรรม มลพิษต่างๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองบ้านใหญ่เต็มไปหมด

ตนยินดีด้วยซ้ำ หากกมธ.การอุตสาหกรรมมาช่วยสอบสวน ถ้าคนของพรรคก้าวไกลผิดจริง ตนยิ่งขอบคุณ และอย่าหยุดแค่นั้น ต้องสอบไปดูว่านักการเมืองบ้านใหญ่ มีใครที่เกี่ยวข้องกับบริษัทพวกนี้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ชาวปราจีนบุรีเขต 2 เลือกคนของพรรคก้าวไกล
“ผมต้องยอมรับว่าคุณแจ้ เป็น สส.คนหนึ่ง ที่ทำงานเรื่องมลพิษอย่างแข็งขัน แต่เราต้องแยกออกจากกัน แม้คุณแจ้จะต่อสู้อย่างเต็มที่เรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับชาวบ้าน แต่ไม่ได้ไปลบล้างอีกเรื่องหนึ่ง แม้กระทำผิดจะต้องไม่ได้รับโทษ ผมมองว่าต้องแยกออกจากกัน” นายชัยธวัชกล่าว
เมื่อถามว่านายวุฒิพงศ์กล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลใช้วิธีพวกมาก ลากไป มีเหตุการณ์แบบนี้จริงหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่มีอย่างแน่นอน กรณีของนายวุฒิพงศ์ สส. และกรรมการบริหารพรรค พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เป็นข้อยุติ ซึ่งในการประชุมกรรมการบริหารพรรคร่วมกับสส.ก่อนหน้านี้ แม้ว่าสส.ในพรรค เห็นว่าทั้ง 2 กรณีมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ และผิดวินัยขั้นร้ายแรงของพรรคจริง เพียงแต่มีการพิจารณาว่าทั้ง 2 เรื่องมีข้อเท็จจริงต่างกันว่า
กรณีที่ 1 ชัดเจนว่าเขาใช้สถานะว่าที่สส. รวมถึงสส. ในเวลา ต่อมาในการกระทำผิด จึงเป็นเหตุให้สส.เห็นว่า ควรจะลงโทษตามสัดส่วนของการกระทำผิด เลยทำให้จำนวนสส.ที่เห็นว่าควรจะขับนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. น้อยกว่ากรณีของ นายวุฒิพงศ์ แต่วันนี้กรรมการบริหารพรรคประชุมร่วมกับสส.มีมติขับนายไชยามพวาน ออกจากพรรคแล้ว เนื่องจากการแถลงข่าวของนายไชยามพวาน ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นไปตามมติของกรรมการบริหาร เป็นการแถลงแบบไม่มีสำนึก และเป็นการ ซ้ำเติมผู้เสียหาย
ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ตัวแทนองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ไปร้องเรียนนั้น ตนคิดว่าทั้ง 2 คนที่ถูกกล่าวหา กระบวนการของพรรคจบไปแล้ว หากผู้เสียหายจะถูกฟ้องกลับโดยสส.ของเรา ทางพรรคจะเข้าไปช่วยเหลือด้านข้อกฎหมายกับ ผู้เสียหาย ซึ่งตอนนี้มีอย่างน้อย 1 รายที่มีความประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย พรรคเตรียมนัดผู้เชี่ยวชาญคดีการคุกคามทางเพศ เพื่อให้การช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการขู่จากเพจต่างๆ ว่าจะแฉพรรคก้าวไกลเรื่อยๆ นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่เป็นไร ยืนยันว่าการที่สังคมมาช่วยตรวจสอบพรรคเรา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี การที่มีสังคมมาช่วยตรวจสอบ ทำให้องค์กรโปร่งใสขึ้น เมื่อไหร่ที่สังคมเลิกตรวจสอบพรรคก้าวไกล แสดงว่าสังคมไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้วกับพรรคก้าวไกล
ต่อข้อถามว่าทางพรรคจะกู้ภาพลักษณ์อย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า เมื่อบุคคลในองค์กรมีปัญหา สิ่งที่ต้องยืนยันคือต้องดำเนินการตรวจสอบและลงโทษ อย่าง ตรงไปตรงมา ไม่ปกปิด หากผิดร้ายแรงก็ ดำเนินการขั้นเด็ดขาด เป็นสิ่งที่พรรค ก้าวไกลต้องทำให้สังคมเห็น ไม่ใช่ไปช่วยกันปกปิด เพราะกลัวองค์กรเสียชื่อเสียง ไม่ใช่วัฒนธรรมของพรรคก้าวไกล
แน่นอนว่ากระบวนการตรวจสอบต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่ หลายครั้งเข้าใจในเชิงหลักการ แต่รายละเอียดรูปธรรม คนในสังคมเห็นไม่ตรงกัน เป็นวัฒนธรรมที่เข้าใจไม่ตรงกัน ซึ่งต้องทำให้ชัดเจนขึ้นภายในพรรค นอกจากนี้ต้องมีมาตรการป้องกันที่ชัดเจนกว่านี้ รวมถึงมีการตรวจสอบ เมื่อมีการร้องเรียนเรื่องคุกคามทางเพศ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อถามว่าการตรวจสอบทั้ง 2 กรณี ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย นายชัยธวัชกล่าวด้วยท่าทีอึกอักว่า ขณะนี้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนของคณะกรรมการวินัย รวมถึงคณะกรรมการที่มาสอบข้อเท็จจริงชุดเล็ก คือการเพิ่ม สส.หญิงที่มีความรู้เรื่องกฎหมายเข้ามา เพื่อให้ผู้เสียหายเกิดความสบายใจมากขึ้น แน่นอนว่าหลังจากนี้ต้องทำให้สส. อาจจะมีความอคติ ช่วยเหลือพวกกันเองได้ ต้องลดสัดส่วน สส. เข้ามาเกี่ยวข้อง
“กรณีคุณแจ้ หากมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาจริงๆ อาจจะผิดมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ” นายชัยธวัชกล่าว