ช่วยต้นทุนชาวไร่อ้อย-เดินหน้าคุมราคาขายปลีก

ลุ้นที่ประชุมคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อนุมัติขึ้นราคาน้ำตาลหน้าโรงงาน 2 บาท/ก.ก. ตามต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคุมราคาขายปลีก

รายงานข่าวจากคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล แจ้งว่า วันที่ 10 พ.ย.นี้ คาดว่าคณะทำงานฯ จะหารือและได้ข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเท็จจริงสถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนการผลิตอ้อยปีนี้ฤดูการผลิต 2565/66 ที่สูงมากเฉลี่ย 12,000-13,000 บาท/ไร่ ประกอบกับราคาน้ำตาลตลาดโลกยังสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 27-28 บาท/กิโลกรัม (ก.ก.) จูงใจผู้ผลิตส่งออกน้ำตาลไปต่างประเทศมากกว่าขายในประเทศ อาจทำให้ตลาดในประเทศตึงตัว

“เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีการอนุมัติให้ราคาน้ำตาลหน้าโรงงานปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 2 บาท/ก.ก. เป็นระดับ 21-22 บาท/ก.ก. ขณะที่ราคาขายปลีกน่าจะยังควบคุมไว้ แต่จะอยู่ระดับใด คณะทำงานจะพิจารณาราคาที่เหมาะสมอีกครั้ง”

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าต้นทุนราคาปุ๋ยสูงขึ้นเฉลี่ย 44% เพราะเป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมัน สูงขึ้นเฉลี่ย 39% จากผลกระทบสงครามเช่นกัน รวมถึงต้นทุนยาปราบศัตรูพืช ค่าขนส่ง และผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง เพราะฝนตกน้อยลง ทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยต้องสูบน้ำมากขึ้น กลายเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นจากกการ ใช้น้ำมันในเครื่องสูบน้ำ อีกทั้งภัยแล้งยังทำให้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) ลดลงมากจากอ้อย 10-11 ตัน/ไร่ และเคยสูงสุด 12 ตัน/ไร่ เหลือ 9-10 ตัน/ไร่

ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ออกประกาศขึ้นราคาน้ำตาลหน้าโรงงาน 4 บาท/ก.ก. จาก 19-20 บาท/ก.ก. เป็น 23-24 บาท/ก.ก. จากนั้นคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ออกประกาศเป็นสินค้าควบคุมและกำหนดราคาน้ำตาลหน้าโรงงานกลับไป 19-20 บาท/ก.ก. ทำให้ชาวไร่ออกมาเคลื่อนไหวเตรียมปิดโรงงานน้ำตาล จึงมีการตั้งคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ขึ้นมาเพื่อหาข้อยุติดังกล่าว

ด้านนายนราธิป อนันตสุข ผู้จัดการสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 กล่าวว่า คงต้องติดตามผลการ ประชุมวันที่ 10 พ.ย.นี้ ว่าจะปรับราคาอ้อยหน้าโรงงานขึ้น 2 บาท/ก.ก. อย่างไรโดยที่ยังควบคุมราคาขายปลีก ได้อยู่ เพราะโดยกลไกแล้วหากมีการปรับขึ้นก็คงต้อง ขึ้นกันทั้งระบบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน