พรรคก้าวไกลขับ 2 ส.ส. คุกคามทางเพศ ยังไม่วายโดนข้อหาเลือกปฏิบัติ มติอัปยศ อุ้มกัน สุดท้ายกลับลำมติเอกฉันท์ขับปูอัด
ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือมุมมองที่ต่างกัน ต่อความผิดและการลงทัณฑ์ ซึ่งถูกบังคับให้เป็นขาวดำ นำไปสู่การประณาม ล่าชื่อ 22 สส.
ในมุมมองโลกออนไลน์ ซึ่งเข้มข้นอ่อนไหวเรื่อง Sexual Harassment บางส่วนอาจเห็นว่าแค่ “แช็ตหื่น” หรือมีความสัมพันธ์กับทีมงาน ก็ควรขับออกทันที
แต่มองอีกด้าน ถ้ามีใครขุดแช็ตถ้อยคำหยาบโลนด้อยค่าผู้หญิงของ สส. นักการเมือง ข้าราชการ หรือขุดความสัมพันธ์หัวหน้าลูกน้องย้อนหลัง 2-3 ปี ถามว่าต้องขับออกหมดไหม ผิดน่ะผิดแน่ ขั้นต่ำก็ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่ถึงขั้นขับออกไหม
มันยังต้องการองค์ประกอบสำคัญ คือการใช้อำนาจหน้าที่ ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร หรือ สส. หรือหัวหน้างาน ในการบีบคั้นหรือข่มขู่ ให้ยินยอมหรือจำยอมหรือปิดปากอย่าโวยวาย แบบเดียวกับที่อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกฟ้อง
องค์ประกอบความผิดจึงต้องครบทั้ง 2 ข้อคือ Sexual Harassment กับใช้อำนาจหน้าที่ในการคุกคาม
นี่เป็นเหตุให้การสอบสวนต้องใช้เวลา ไม่ใช่เห็นแช็ตเห็นข่าวในโลกออนไลน์แล้วฟันทันที กรรมการสอบต้องฟังทุกด้านรวมทั้งข้อแก้ต่างว่ากลั่นแกล้งขัดแย้งมีผลประโยชน์หรือเปล่า
ถ้าฟังจากชัยธวัช ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เป็นข้อแตกต่างระหว่าง “แจ้” กับ “ปูอัด” ทั้งที่ความผิดเรื่องทางเพศ ดูเบากว่า
“ทั้ง 2 เรื่องมีข้อเท็จจริงต่างกันว่า กรณีที่ 1 ชัดเจนว่าเขาใช้สถานะว่าที่ สส. รวมถึง สส. ในเวลาต่อมาในการกระทำผิด จึงเป็นเหตุให้ สส. เห็นว่า ควรจะลงโทษตามสัดส่วนของการ กระทำผิด เลยทำให้จำนวน สส.ที่เห็นว่าควรจะขับนายไชยามพวาน น้อยกว่ากรณีของนายวุฒิพงศ์”
ในทางกลับกันแม้ความผิดไชยามพวานดูหนักกว่า แต่ไม่พบการบีบคั้นหรือข่มขู่โดยตรง หลังเกิดเหตุยังทำงานร่วมกันต่อระยะหนึ่ง กระนั้นพรรคก็มองว่า พฤติกรรมแสดงเจตนาไม่บริสุทธิ์ และการยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกระยะหนึ่ง เป็นเพราะมีอำนาจหรือสถานะเหนือกว่า ให้คุณให้โทษได้ ผู้เสียหายอาจทำงานต่อเพราะปัจจัยสถานะการจ้างงาน หรืออยากทำงานร่วมกับพรรค
ตรงนั้นน่าจะเป็นประเด็นให้ สส.จำนวนหนึ่งเห็นว่าข้อมูลหลักฐานยังไม่เพียงพอ ที่จะตัดสินลงโทษ “ประหารชีวิต” แม้เห็นว่าผิด แต่ผิดถึงขั้นใช้อำนาจหน้าที่คุกคามหรือไม่
ซึ่งเป็นสิทธิที่จะเห็นต่าง ของ สส. 128 คนที่ทำหน้าที่เสมือน “คณะลูกขุน” ซึ่งบางคนอาจถือหลักการ “พิสูจน์ให้สิ้นสงสัย” ก่อนตัดสินลงโทษ
ข้อจำกัดประการสำคัญของการสอบสวนความผิดทางเพศ คือไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ เพราะกระทบผู้เสียหาย กลายเป็นทำร้ายซ้ำ เราไม่รู้ข้อมูลทั้งหมดเว้นแต่ที่ซุบซิบกันทางแช็ตทางไลน์ แม้แต่รายงานคณะกรรมการสอบสวน การอภิปรายที่ใช้เวลา 5 ชั่วโมง ก็ไม่สามารถเปิดรายละเอียด
พูดกันจริงๆ สำหรับคนนอกที่ยังไม่ปักใจ มาเห็นชัดว่าปูอัดผิด ก็ตอนแถลงข่าว เพราะเอาแช็ตข้อความส่วนตัวของผู้เสียหายมาเปิดเผย ชัยธวัชกล่าวอย่างสะเทือนใจว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทำให้พ่อแม่เพิ่งรู้ว่าลูกสาวคือผู้เสียหาย
มติครั้งที่สองจึงเป็นเอกฉันท์ ด้วยประเด็นใหม่ ไม่ใช่ประเด็นเดิม ไม่ใช่เพราะโดนกดดันจึงเลิกอุ้มกัน
ปัญหาของพรรคก้าวไกล (และด้อม) หลังขับ 2 สส. จึงเป็นเรื่องการยอมให้มีความเห็นต่าง ในแต่ละประเด็น ไม่ใช่ต้องเห็นตรงกันทั้งหมด ต้องตัดสินใจตามกระแส ไม่เช่นนั้นจะโดนประณามเล่นพวก มติอัปยศ เลือกปฏิบัติ ฯลฯ
ชัยธวัชพูดถูกแล้วว่า “ผมในฐานะหัวหน้าพรรค ได้เรียกร้องให้มีการลงมติและเปิดอภิปรายถกเถียงอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนไม่ต้องกังวล ผมเป็นคนกำชับเองว่าเมื่อลงมติไปแล้ว สามารถมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่เมื่อลงมติไปแล้ว ต้องไม่โจมตีเพื่อนที่ลงมติแตกต่างจากตนเอง ไม่เช่นนั้นต่อไปในพรรค เวลาที่เปิดให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างเต็มที่แม้จะเห็นไม่ตรงกัน ก็จะไม่สามารถทำได้”
ชัยธวัชย้ำอีกทีว่า ที่โหวตแตกต่างกันนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจนไม่เท่ากันของทั้ง 2 กรณี
ก้าวไกลและด้อมต้องยอมให้มีพื้นที่เห็นต่างในประเด็นที่เป็นเรื่องใหม่ เรื่องละเอียดอ่อน ไม่ใช่ผลักเป็นขาวดำ คุณอาจเห็นตรงกันเรื่องประชาธิปไตย เรื่องปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปกองทัพ ฯลฯ แต่เรื่อง Sexual Harassment เรื่อง LGBTQ แม้แต่ฝ่ายก้าวหน้าในต่างประเทศก็ยังเห็นต่างกันบางแง่ มันไม่จำเป็นต้องขีด Political Correct บังคับทุกคน
พูดอย่างนี้ก็จะเข้าทางนายแบกนางแบก เป็นไงล่ะ การเมืองใหม่ใสสะอาด พรรคการเมือง Extreme ไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
พลังทะลุทะลวงทุกยุคสมัยมีจุดอ่อนในตัว แต่เป็นผู้ผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า ความมุ่งมั่นเกินร้อยเมื่อประสบปัญหาที่เป็นจริงต้องฝ่าฟันอุปสรรค อาจทำให้เกิดได้จริง 50-60
แต่ไม่ใช่อาบน้ำร้อนมาก่อนบอกว่า โลกแห่งความจริงทำได้ 30 อย่าเพ้อฝันนักเลย แล้วสุดท้ายก็ได้แค่ต่ำสิบ