การแถลงผลงานรัฐบาลในช่วง 60 วัน ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เมื่อวันที่ 9 พ.ย. เน้นบอกกล่าวใน 6 ประเด็น
มีเรื่องไหนที่เป็นรูปธรรม และเรื่องไหนที่ยังรอรัฐบาลแก้ไข
มีความเห็นจากนักวิชาการที่เกาะติดสถานการณ์การเมือง
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุผลที่รัฐบาลใช้เวลา หลังทำงานแค่ 2 เดือนแถลงผลงานนั้น หากมองเรื่องจังหวะเวลา ถ้ารัฐบาลมีผลงานก็สามารถแถลงได้ แต่คำถามคือช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีผลงานแล้วหรือยัง รัฐบาลคงมองว่าตัวเองมีผลงาน จึงนำมาแถลง และในเมื่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ตล่าช้า จึงต้องแถลงผลงานมานำหน้าเสียก่อน
จากการแถลงนายกฯ พูดถึง 3 ข้อคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และขยายโอกาส เรื่องของการลดรายจ่าย รูปธรรมที่เห็นคือการลดค่าไฟฟ้ากับราคาน้ำมันดีเซล ที่เห็นว่ารัฐบาลสามารถทำได้ เร็วจริง
ส่วนการเพิ่มรายได้ยังไม่มีความชัดเจน มีการพูดถึงมาตรการรับนักท่องเที่ยวจีนเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศมากขึ้น ส่วนข้ออื่นที่เกี่ยวกับการขยายโอกาส ยังมองไม่เห็นว่ามีมาตรการอะไรบ้าง
จึงสรุปได้ว่าผลงานรัฐบาลนายเศรษฐาพอจะมีอยู่บ้าง ที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือมาตรการลดค่าไฟและน้ำมันดีเซล แต่สิ่งที่เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส หรือแม้แต่โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ฟังดูแล้วยังมีปัญหาอยู่มาก
ที่รัฐบาลเลือกที่จะไม่แถลงพร้อมกันทั้งในส่วนผลงานรัฐบาลรอบ 2 เดือน กับรายละเอียดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อให้เห็นว่า แม้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะล่าช้า แต่รัฐบาลก็มีผลงานมานำเสนอ กับประชาชน
แต่เรื่องที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่มีผลงานเลย รวมถึงยังไม่ได้พูดถึงคือด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง เรื่องการขจัดความขัดแย้ง เรื่องรัฐธรรมนูญ คงพูดได้ว่ายังไม่มีผลงาน รัฐบาลจึงไม่พูดถึง 2 เดือนมีการพูดถึงแต่เรื่องเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม 2 เดือนคงเร็วไปที่จะลงรายละเอียดหรือวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อดีข้อด้อย แต่ข้อสังเกตคือรัฐบาลไม่ได้ทำเรื่องการเมืองอย่างที่ผู้คนคาดหวัง และสัญญาไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ
การจะแก้ปัญหาทางการเมืองต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับพรรคที่มีแนวทางใกล้เคียงกันอย่างพรรคก้าวไกล แต่จนถึง ตอนนี้ยังไม่เห็นความร่วมมือกันที่รัฐบาลจะเชิญชวนพรรคก้าวไกล
นโยบายด้านการเมืองจึงมองว่าเป็นจุดอ่อนในช่วง 2 เดือนของรัฐบาลได้ แต่ก็ต้องรอดูต่อไป หากผ่านไป 4 เดือน 6 เดือน ยังไม่มีการพูดถึงเรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนแล้ว
นายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า หากมองว่าเป็นการรีบร้อนแถลงผลงานก็ใช่ แต่สิ่งสำคัญเนื่องจากรัฐบาลจัดตั้งมาอย่างพิเศษ เป็นการหักมุม เปลี่ยนฐาน รวมทั้งเข้าไปเชื่อมกับอำนาจในหลายแบบ ดังนั้น การทำแบบนี้เพราะรัฐบาลต้องการทำให้เห็นว่าแม้ตัวเองมาแบบพิเศษแต่ก็ทำงานเต็มที่ จึงรีบเสนอผลงาน
และคิดว่ารัฐบาลคงเห็นโพลของมติชนxเดลินิวส์ ที่ประชาชนประมาณ 60% อยากให้แก้ปัญหาเน้นเรื่องของปากท้อง รัฐบาลจึงรีบชิงออกมาพูดว่ารัฐบาลได้ทำในสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
ระยะเวลา 60 วันหรือ 2 เดือน ไม่น่าจะเรียกว่าผลงานรัฐบาล เพราะการแก้ปัญหาสั้นๆ อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิงด้วยการดึงภาษี มาใช้ หากจะถือเป็นผลงานก็ใช่แต่เล็กน้อยมาก ใครอยากหาเสียงก็สามารถทำแบบนี้ได้ในทุกรัฐบาล แต่ผลงานอื่นๆ มองว่า 2 เดือนยังไม่ออกดอกออกผล
ฉะนั้นที่รีบชิงออกมาแถลงผลงาน เพียงเพื่อหวังผลการเมืองมองว่ารัฐบาลนี้ทำงาน แต่คงไม่ได้ผลสักเท่าไรเพราะประชาชนจะมองว่ายังไม่เห็นอะไรเลย หากรัฐบาลทำงานไประยะเวลา 6 เดือนหรือ 1 ปี พอจะเห็นรูปร่าง เห็นผลงาน จึงมองว่ารัฐบาลรีบไปทำให้เฝือ และที่นายกฯเดินทางไปต่างประเทศเชิญชวน นักลงทุนมานั้นจะมีผลหรือไม่ก็ยังไม่รู้
ที่จับต้องได้น่าจะเป็นกรณีลดราคาน้ำมัน ค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่วนที่เหลือแค่บอกว่าจะทำแต่ยังไม่เป็นรูปธรรม และการลดราคาน้ำมันแบบนี้จะลดได้นานแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องปรับอย่างอื่น

ที่สำคัญรัฐบาลนี้ไม่กล้าปรับและกล้าพูดในเรื่องของโครงสร้างพลังงาน ถ้าไม่ปรับโครงสร้างพลังงานก็จะไม่สามารถลดราคาน้ำมันในลักษณะอื่นได้ รวมทั้งค่าไฟและส่วนอื่นๆ ที่ทำแค่การตรึง และลดราคาชั่วคราวเพื่อหวังเสียงเฉพาะหน้า
คิดว่า 60 วันนโยบายเรื่องไหนเด่นและเรื่องไหนด้อยนั้น ตนไม่เห็นอะไรเด่น เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำก็เหมือนรัฐบาลที่แล้วทำ ไม่มีความหมายอะไร ประชาชนก็คงคิดว่าการทำงานก็เหมือนกับรัฐบาลที่แล้ว
อยากฝากไปถึงรัฐบาลว่าควรคิดให้มากขึ้นและกล้าให้มากขึ้น และคิดถึงระยะยาวให้มากกว่านี้ มองว่ารัฐบาลคิดได้แต่เพียง ไม่กล้าลงมือทำ ส่วนตัวเชื่อว่าคนในรัฐบาล เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ก็มองเห็น เพียงแต่ว่าอยู่ในจังหวะ ที่ไม่กล้าทำมากกว่า
ส่วนการปรับแก้รัฐธรรมนูญนั้นเขาคงจะซื้อเวลาต่อไป ท้ายสุดแล้วก็จะไม่มีการแก้ อาจอ้างเรื่องประชามติไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ออกมาตีปลาหน้าไซ รัฐธรรมนูญปี 60 เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจอภิสิทธิ์ชน เพื่อรักษาโครงสร้างของอำนาจที่เหลื่อมล้ำไว้ และรัฐบาลนี้ก็จะไปเกาะอยู่ในโครงสร้างอำนาจที่เหลื่อมล้ำ
นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การทำงาน 60 วันที่ผ่านมาของรัฐบาลสะท้อนว่าประเด็นที่ถูกหยิบยกมาขับเคลื่อนส่วนใหญ่เป็นนโยบายแก้ปัญหา เฉพาะหน้า โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ เช่น การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน
ซึ่งระยะยาวจำเป็นต้องพูดถึงกระบวนการแก้ปัญหา ในเชิงโครงสร้าง หรือการแก้ในเชิงระบบด้วย หากไม่ พูดถึงก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้อย่างยั่งยืน การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็ไม่ได้พูดถึงการแก้ไขปัญหา เชิงโครงสร้างหรือระบบสักเท่าไร นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาล ต้องไปเร่งดำเนินการ
ดังนั้นช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นเรื่องของความพยายาม ฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้นเอง ซึ่งยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนนัก แต่ความตั้งใจของนายเศรษฐาถือว่าใช้ได้ ให้คะแนน 7 เต็ม 10
การประชาสัมพันธ์ผลงาน 60 วันของรัฐบาลไม่ได้เร็วเกินไป ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เพราะรัฐบาลมีโจทย์ที่สำคัญตั้งแต่การข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล ความคาดหวังของประชาชน หรือกระทั่งความเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยจึงต้องเร่งทำผลงาน ในระยะสั้น อย่างที่นายกฯ ใช้คำว่าควิกวิน
แต่นโยบายที่ออกมายังมีบางส่วนที่ประชาชนเข้าไม่ถึง เนื่องจากนโยบายหลายๆ ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ง่ายๆ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ถูกองค์กรต่างๆ มากมายที่เฝ้า จับตาและตรวจสอบ ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ไม่ใช่ โจทย์ง่าย สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็เกิดภาวะผันผวน มีอุปสรรคหลายอย่างต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ไม่น้อยเหมือนกัน
ช่วง 60 วันถือเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้างว่าไม่ตรงจุดเท่าไร เช่น การลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ก็เป็นสายที่ประชาชนไม่ค่อยใช้ แต่ก็ไม่ง่ายเพราะมีเรื่อง ติดขัดข้อกฎหมาย เรื่องสัญญาสัมปทาน นี่คือโจทย์ไม่ง่าย ในกระบวนการขับเคลื่อน ดังนั้น 60 วันของรัฐบาลถือว่าใช้ได้ ไม่ได้แย่อะไรนัก
ส่วนการเดินสายพบปะผู้นำต่างชาติ รวมถึงยังมีคิวต่อเนื่อง อีกนั้นคงต้องดูว่าการไปต่างประเทศของนายกฯ เราได้อะไรบ้าง ถ้าได้ผลประโยชน์แห่งชาติ ได้มุมการสร้างความสัมพันธ์อันดี ได้เรื่องของกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปแล้วไม่เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลก็ต้องทบทวน เพราะมีเรื่อง ของงบประมาณที่ใช้ไป
สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มองว่าโครงการนี้ พรรคเพื่อไทยเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะเมื่อเดินหน้า จะมีปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายต่างๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ รวมถึง การตรวจสอบจากองค์กรต่างๆ
และถอยไม่ได้ เพราะจะกระทบความเชื่อมั่นเชื่อถือที่เป็นปัญหา สะสมไปอีก หลังจากก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเคยเจอปัญหา ข้ามขั้วตั้งรัฐบาลมาแล้ว ดังนั้นวันนี้ต้องก้าวย่างนโยบายนี้ ด้วยความระมัดระวัง