ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีแบบเจาะลึกระดับจังหวัดของประเทศไทย จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟ ชี้ให้เห็นว่าแม้การพัฒนาเด็กในภาพรวมของทั้งประเทศจะมีความก้าวหน้าในหลายด้าน แต่เด็กในภาคใต้จำนวนมากยังคงขาดแคลนและเข้าไม่ถึงการพัฒนาในอีกหลายมิติ เช่น ขาดโภชนาการที่เหมาะสม ขาดภูมิคุ้มกันโรค ไม่ได้เข้าเรียน และขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้
ผลสำรวจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีทั่วประเทศไทย 2565 สำรวจแบบเจาะลึกใน 12 จังหวัดที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ซึ่งรวมถึง 6 จังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ ระนอง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า “การสำรวจครั้งนี้ทำให้ทราบสถานการณ์ด้านเด็กและสตรีในระดับจังหวัด รวมทั้งเกิดความเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเด็กและสตรี ส่งผลให้สามารถวางแผนงานและกำหนดโครงการต่างๆ ในการพัฒนาเด็กและสตรีได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของจังหวัด ข้อมูลดังกล่าวยังใช้เป็นพื้นฐานตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ในหลาย เป้าหมาย เพื่อสนองต่อนโยบายระดับประเทศที่จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”

ผลสำรวจชี้ให้เห็นถึงปัจจัยเชิงบวกในบางมิติของพื้นที่ภาคใต้ เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีในภาคใต้อาศัยอยู่กับพ่อแม่มากกว่าเด็กใน ภาคอื่นๆ ของประเทศ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก อย่างไรก็ตามผลการสำรวจชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลในอีกหลายมิติ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กอายุ 1 ขวบในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี เพียงร้อยละ 44, 29, และ 27 ตามลำดับเท่านั้นที่ได้รับภูมิคุ้มกันครบถ้วน เช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด โปลิโอ และวัณโรค เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ร้อยละ 83 นอกจากนี้ เด็กในภาคใต้ยังเป็นกลุ่มที่เผชิญปัญหาทุพโภชนาการมากที่สุดในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของพวกเขาในระยะยาว

อัตราการเข้าเรียนหลักสูตรปฐมวัยและทักษะการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของเด็กในภาคใต้ก็น่าเป็นห่วง มีเด็กอายุ 3-4 ขวบในจังหวัดยะลาเพียงร้อยละ 57 เท่านั้นที่เข้าเรียนในหลักสูตรปฐมวัยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ 75 ในขณะที่อัตรานี้ในจังหวัดระนองและนราธิวาสก็อยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน

แม้เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบทุกคนได้เข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษา แต่เด็กจำนวนมากยังคงขาดทักษะขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ภาคใต้ยังมีสัดส่วนของเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสูงที่สุดของประเทศไทย การสำรวจยังพบอีกว่าเด็กๆ เข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นและใช้เวลากับอุปกรณ์เหล่านี้นานขึ้น ในขณะที่อ่านหนังสือที่บ้านน้อยลง

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “นี่คือสัญญาณสำหรับพวกเราทุกคนซึ่งต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วน เราต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองและความมุ่งมั่นจากทุกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ทิ้งเด็กคนใดในประเทศไทยไว้ข้างหลัง”