วันที่ 13 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันที่ 14 พ.ย.นี้ ตนจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้หนี้ครัวเรือน ที่ขณะนี้สร้างความกังวลเพราะหนี้ครัวเรือนสูงเกิน 90% ของจีดีพี จะดำเนินการภายใต้กฎหมายที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการหนี้สินของ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้สินตำรวจ หนี้สินครู หรือหนี้ข้าราชการ ที่มีจำนวนมหาศาล ที่ต้องเร่งแก้ไข ดังนั้นการหารือเพื่อแก้หนี้ กยศ.จะดำเนินการตามพ.ร.บ.กองทุน กยส.ฉบับใหม่ ที่เพิ่งมีผลเมื่อ 20 มี.ค.2566 ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม คำนวณภาระหนี้สินย้อนหลังด้วย
“ลูกหนี้ กยศ.ทั่วประเทศมีประมาณ 3.8 ล้านคน มูลหนี้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท หากบังคับใช้กฏหมายใหม่ ตาม พ.ร.บ.กองทุนกยศ. จะทำให้ลูกหนี้กยศ.หลายคนไม่เหลือหนี้อยู่ หรือคนที่ชำระหนี้ไปแล้วหลายคนอาจได้เงินคืน จากการคำนวณหนี้สินแบบใหม่ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ ที่กฎหมายให้มีผลย้อนหลังในการคำนวณหนี้ โดยหนี้สินกยศ. หากนำมาคำนวณใหม่มูลหนี้ที่เหลือค้างในกยศ.จะเหลือประมาณ 50%เท่านั้น” นายกิตติรัตน์กล่าว
นอกจากเรื่องของหนี้สินในส่วนของ กยศ. จะหารือเรื่องของการช่วยเหลือเรื่องของหนี้สินครัวเรือนในส่วนของข้าราชการอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครู หนี้ตำรวจ เพื่อให้แบ่งเบาภาระหนี้สินในระบบให้ลดลง ซึ่งการเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินจะไม่ดำเนินการลดหนี้ หรือยกหนี้ให้ แต่จะดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เพราะรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดได้
ส่วนการประชุมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงการคลัง ตามที่นายกฯรมว.คลัง สั่งให้เร่งการฟื้นความเชื่อมั่นหลังตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงนั้น ยอมรับตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง ดังนั้น 14 พ.ย. กระทรวงการคลังจะหารือกับและสภาตลาดทุนไทย เพื่อหาหลักเกณฑ์และแนวทางจัดตั้ง ESG Fund วงเงินหลักแสนล้านบาท เป็นกองทุนที่ลงทุนระยะยาวไม่ใช่กองทุนพยุงหุ้น เป็นกองทุนที่ให้ผู้ซื้อลงทุนนำไปลดหย่อนภาษีได้