นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 30 (APEC economic leaders meeting 2023) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐ ระหว่างวันที่ 12-19 พ.ย.2566

เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งในเวทีนี้คือการ นำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทย

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ตามเวลาในประเทศไทย นายเศรษฐาเปิดงานสัมมนาโครงการ “Thailand Landbridge Roadshow” มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมงาน มีนักธุรกิจของสหรัฐเข้าร่วมจำนวนมาก ที่โรงแรมเดอะริทซ์ คาร์ลตัน นครซานฟรานซิสโก

นายเศรษฐากล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมขนส่ง เป็นโอกาสการลงทุนที่ดีสำหรับภาคเอกชน ที่ทั่วโลกมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสูงสุดประมาณ 40% รองลงมาคือยุโรป ประมาณ 38% การค้าทางทะเลระหว่างเอเชียและยุโรป เรือขนส่ง ทุกลำจะต้องผ่านช่องแคบมะละกา ที่เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักระดับภูมิภาค สำหรับประเทศที่มีพรมแดนติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย

1 ใน 4 ของการค้าโลก และน้ำมันมากกว่า 70% ที่ส่งออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา มีเรือผ่าน 9 หมื่นลำในแต่ละปี และเพิ่มเฉลี่ย 2.35% ต่อปี ทำให้กลายเป็นคอขวด เกิดจราจรแออัด และคาดว่าจะเกินความจุของช่องแคบมะละกาภายในปี 2573 หากมีความแออัดมากขึ้น อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งเวลาการขนส่งและต้นทุนที่มากขึ้น

ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ ที่สำคัญสำหรับการผลิตและการขนส่ง เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก จะเป็นเส้นทางเพิ่มเติมที่สำคัญ เพื่อรองรับการคมนาคมขนส่ง และเป็นทางเลือกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาช่องแคบมะละกา ที่ถูกกว่า เร็วกว่า และปลอดภัยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา

กลุ่มเป้าหมายคือเรือตู้สินค้าจากประเทศจีนและประเทศในยุโรป โดยเรือแม่จะได้รับการส่งต่อโดยเรือตู้สินค้าในพื้นที่นี้ช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างน้อย 4% และดำเนินการได้เวลา 5 วัน สินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังเอเชียกลาง และตะวันออกกลางโดยใช้เรือตู้สินค้า ทำให้ประหยัดต้นทุนได้อย่างน้อย 4% ประหยัดเวลาได้ 3 วัน และผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ ไปจนถึงประเทศสมาชิกบิมสเทค (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา ไทย) และประเทศในทวีปยุโรป สามารถกระจายได้โดยใช้เรือตู้สินค้าที่แลนด์บริดจ์ไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้

โดยสรุปการขนส่งสินค้าผ่านแลนด์บริดจ์ จะช่วยลดเวลาการเดินทางได้ 4 วัน และลดต้นทุนโดยเฉลี่ยได้ 15%

ปริมาณสินค้าทั้งหมดที่ท่าเรือฝั่งตะวันตกจะอยู่ที่ 19.4 ล้าน TEUs และท่าเรือฝั่งตะวันออกนั้นอยู่ที่ 13.8 ล้าน TEUs คิดเป็นประมาณ 23% ของการขนส่งสินค้าทั้งหมดของท่าเรือมะละกา ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการพาณิชย์ และในฐานะจุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างตะวันออกและตะวันตก ภูมิภาคนี้จะมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นกัน

สำหรับน้ำมันดิบที่ผลิตได้จากตะวันออกกลางเพื่อการขนส่งอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมี 56% หรือประมาณ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ผ่านช่องแคบมะละกา และ 44% ไปยังเอเชียตะวันออกไกล และที่เหลือ 7% ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการนี้จะช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างน้อย 6% นักลงทุนยังรับประโยชน์จากการพัฒนาผ่านโลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ และการธนาคาร ในภาคการผลิตขั้นปฐมภูมิ ผ่านผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น และในภาคอุตสาหกรรม ผ่านทางอุตสาหกรรมใหม่และการผลิต

โครงการแลนด์บริดจ์จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศโดยรวม สร้างงาน 280,000 ตำแหน่ง และคาดว่าจีดีพีของไทยจะเติบโต 5.5% ต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 670,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อดำเนินโครงการอย่างเต็มรูปแบบ

เชื่อมั่นว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโอกาสที่ ไม่เคยมีมาก่อนในการลงทุนในโครงการสำคัญเชิงพาณิชย์และเชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยเชื่อมโยงผู้คนในภาคตะวันออกกับตะวันตกเข้าด้วยกัน

จึงขอเชิญชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนให้สำรวจโอกาสในการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในโครงการประวัติศาสตร์นี้ และได้รับประโยชน์ร่วมกัน

จากนั้นนายเศรษฐาเป็นประธานงานสัมมนา Networking Reception โดยมีผู้แทนภาคเอกชนไทยจาก 16 บริษัท คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และบริษัทสหรัฐ จากกว่า 9 สาขา อาทิ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ การเงิน และไบโอเทคโนโลยี เป็นต้น เข้าร่วมด้วย

นายเศรษฐากล่าวว่า ประเทศไทยเปิดกว้าง และพร้อมเปิดรับภาคธุรกิจ การเข้าร่วมประชุมเอเปคในครั้งนี้ จึงได้นำภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่ต้องการพบปะกับภาคเอกชนสหรัฐมาร่วมด้วย และเชื่อว่ากิจกรรมนี้จะเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมต่อเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายสำคัญ ศักยภาพ และโอกาสสำหรับภาคเอกชนสหรัฐดังนี้

ด้านการลงทุนที่จะผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งใน 4 ปีข้างหน้าประเทศไทยมุ่งส่งเสริมการลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.เศรษฐกิจชีวภาพ (BCG) 2.อุตสาหกรรมยานยนต์ 3.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 4.อุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ 5.สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค

รัฐบาลยังมุ่งมั่นสร้างการเติบโตสีเขียวและยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2065 ซึ่งความพยายามดังกล่าวสอดคล้องกับปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG ที่ผู้นำเอเปคได้รับรองเมื่อปี 2022 กับธีมการประชุมเอเปคของสหรัฐในปีนี้ “การสร้างอนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนสำหรับทุกคน”

ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ จุดแข็งของไทยคือการเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ในอาเซียน และใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก จากพื้นฐานที่มั่นคงนี้ ไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นฐานการผลิตในภูมิภาคสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยเป้าหมาย the 30@30 เพื่อผลิตรถยนต์ไร้มลพิษอย่างน้อย 30% ของการผลิต ยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)

รัฐบาลไทยได้ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและความสามารถทางดิจิทัล

นอกจากนี้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ 10,000 บาท ในโครงการดิจิทัล วอลเล็ต จะวางรากฐานสําหรับระบบการชําระเงินบล็อกเชนทั่วประเทศและเปิดโอกาสรับการลงทุนจาก ต่างประเทศในเทคโนโลยีทางการเงิน

ประเทศไทยได้จัดตั้ง HQ Biz Portal เป็นศูนย์บริการครบวงจร One-stop-service เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลการทำงานให้บริษัทที่ต้องการจัดตั้ง สํานักงานใหญ่ประจําภูมิภาคในประเทศไทย

รวมทั้งรัฐบาลได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เมกะโปรเจ็กต์ เพื่อสนับสนุนการ ขับเคลื่อนของเราไปสู่เศรษฐกิจใหม่และเพื่อให้มั่นใจถึงความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

“สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์มีมูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ จะช่วยให้ตระหนักถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทั้งการพาณิชย์และโลจิสติกส์ และเพิ่มความสะดวกในการทําธุรกิจในประเทศไทย วีซ่าพํานักระยะยาว อํานวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติพักอาศัยและทํางานได้สะดวกยิ่งขึ้น” นายเศรษฐากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน