‘มะเร็งปอด’ เป็น 1 ใน 5 ของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ
ในแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยใหม่ด้วยโรคมะเร็งปอดสูงมาก ผู้ป่วยส่วนมากจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาเมื่ออยู่ในระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ของโรค เนื่องจากผู้ป่วยบางรายที่เป็นระยะแรกของมะเร็งปอดอาจจะไม่มีอาการผิดปกติได้
ในพฤศจิกายน ถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งปอด

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งปอดพบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 17,222 ราย เป็นเพศชาย 10,766 ราย และเพศหญิง 6,456 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 14,728 ราย หรือคิดเป็น 40 รายต่อวัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอดคือการสูบบุหรี่หรือการได้รับควันบุหรี่มือสอง พันธุกรรม การสัมผัสสารก่อมะเร็ง อาทิ ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสี ควันธูป ควันจากท่อไอเสีย และมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น

นพ.ศุกล ภักดีนิติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์มะเร็งระบบทางเดินหายใจ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดระยะแรกมักจะไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นก็จะมีอาการแต่มักไม่จำเพาะจึงอาจทำให้เกิดการวินิจฉัยที่ล่าช้า มีผลต่อระยะของโรคที่ลุกลามหรือแพร่กระจายไปมาก ทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรและมีโอกาสการรักษาหายจากโรคน้อย
โดยทั่วไปมะเร็งปอดมีสัญญาณเตือน เช่น อาการไอเรื้อรังมากกว่า 1 เดือน ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบง่ายมากกว่าปกติ เจ็บแน่นหน้าอก อ่อนเพลีย เป็นต้น
หากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์ ด้านการรักษามีวิธีหลักๆ ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉาย รังสี ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากระยะของโรค ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง และการกระจายของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
ปัจจุบันการคัดกรองมะเร็งปอดในกลุ่ม ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปอด แต่เนื่องด้วยมีค่าใช้จ่ายที่สูงจึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าได้ไม่ถึง จึงมีคำแนะนำให้ผู้มีความเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยการเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบในแต่ละปีว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสงสัยจะเป็นมะเร็งปอดหรือไม่
วิธีการดูแลรักษาตนเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งปอด คือ งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่จากผู้ที่สูบบุหรี่ ดูแลและสังเกตอาการผิดปกติของตนเองเป็นประจำ มีการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขลักษณะและสารอาหารครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่หรือได้สัมผัสสารก่อมะเร็งในบุหรี่เป็นเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดชนิด small cell carcinoma และ squamous cell carcinoma มีการกลายพันธุ์ของยีนในร่างกายบางชนิดหรือมีการสลับที่ของยีนบางชนิด ที่ทำให้เซลล์เจริญเติบโตกลายเป็นเซลล์มะเร็งปอดชนิด adenocarcinoma เช่น ยีน EGFR, ALK, KRAS, BRAF, HER2, RET, ROS, MET และยีน NTRK ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว ส่วนฝุ่น PM 2.5 ปัจจุบันเริ่มมีการศึกษาวิจัยเบื้องต้นพบว่า เมื่อสูดดมเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบต่างๆ ในทางเดินหายใจขึ้น ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งปอดได้ แต่สมมติฐานนี้ยังต้องการการวิจัยสนับสนุนอีกมาก
อาการของโรคขึ้นอยู่กับตำแหน่งตัวก้อนมะเร็ง เช่น อยู่ใกล้หลอดเลือดแดงและหลอดลมอาจจะมีอาการเหนื่อย ไอเป็นเลือด อยู่ในกระดูกจะมีอาการปวดกระดูกมาก อยู่ในตับอาจจะปวดท้อง ตับโต และการทำงานของตับอาจผิดปกติ หากอยู่ที่สมองอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรง
สำหรับอาการทั่วไปที่พบได้บ่อย เช่น มีอาการไอเป็นระยะเวลานาน ไอเรื้อรัง อาจมีเสมหะปนเลือด เหนื่อย หายใจไม่สะดวก มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด โดยไม่ทราบสาเหตุ ปอดอักเสบติดเชื้อบ่อยๆ

โรคระยะต้นที่พบว่าเซลล์มะเร็งอยู่ในปอด มักไม่มีอาการที่แสดงความผิดปกติ, ระยะที่ 2 ระยะที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด ซึ่งในระยะที่ 1 และ 2 วิธีการรักษา ใช้การผ่าตัด เสริมด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือยาเสริมภูมิต้านทานร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำและลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งอยู่ในปอดเริ่มออกมาบริเวณต่อมน้ำเหลืองกลางทรวงอก การรักษาอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งผ่าตัด เสริมด้วยเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือยาเสริมภูมิต้านทาน รวมถึงการใช้รังสีรักษา ลดการ กลับมาเป็นซ้ำและการแพร่กระจายของมะเร็ง
และระยะที่ 4 ระยะที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก ต่อมหมวกไตและสมอง จะใช้วิธีบรรเทาอาการของผู้ป่วย ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และยืดระยะเวลาการรอดชีวิต การรักษาหลักๆ จะใช้ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือยาเสริมภูมิคุ้มกัน หรือมีการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ความเหมาะสมกับชนิดของเซลล์มะเร็งปอดแต่ละชนิด รวมทั้งลักษณะทางอณูชีววิทยาของเซลล์มะเร็งปอด และที่สำคัญขึ้นกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยอีกด้วย
ติดตามข่าวสารความรู้เรื่องโรคมะเร็ง จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ที่เว็บไซต์ ส่งเสริมความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง http://all aboutcancer.nci.go.th/ เว็บไซต์ต่อต้านข่าวปลอมโรคมะเร็งhttps://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ และ Line : NCIรู้สู้มะเร็ง