หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเมื่อ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่งตั้ง คณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560 มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน

จากนั้นตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด คือ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ มีนายนิกร จำนง เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีนายวุฒิสาร ตันไชย เป็นประธาน

ในส่วนของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชนฯ ได้เดินสายรับฟังความเห็นจากทุกกลุ่ม ทั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ของวุฒิสภา, กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสภาผู้แทนราษฎร, เยาวชนคนรุ่นใหม่ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ, เยาวชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง, ผู้ใช้แรงงาน, ทหาร, ตำรวจ, สื่อสารมวลชน, สันนิบาตเทศบาล, คนพิการ, กลุ่มความหลากหลายทางเพศ, ไอลอว์, สมัชชาคนจน พีมูฟ รวมทั้งพรรคก้าวไกล

วันที่ 15 พ.ย. นายภูมิธรรมเปิดตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เชิญตัวแทน 15 กลุ่ม จากหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สื่อมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยน ข้อมูล และรับฟังความเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560

นายภูมิธรรมกล่าวว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยดี มีการเสนอความเห็นอย่างเต็มที่ บางส่วนเห็นว่าควรแก้ไขทั้งฉบับ บางส่วนเกรงว่าจะมีความเห็นแตกต่างและมีความขัดแย้งไม่จบสิ้น อาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยาก แต่ทุกคนยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีปัญหา

ส่วนประเด็นที่บางส่วนเสนอให้เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งหมดเพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลุ่ม เพศสภาพ กลุ่มคนพิการ กลุ่มผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอื่นๆ เห็นว่าอาจจะไม่มีโอกาสเข้ามาร่วมแก้ไข จึงเสนอให้เลือกตั้ง บางส่วนหรือคัดสรรจากกลุ่มต่างๆ

ขณะที่คำถามประชามติมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจสร้างความ ไม่สบายใจกับประชาชนนั้น เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะยึดหลักการให้ประชาชนมีอำนาจตัดสินใจ แต่คำถามที่อาจจะเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 หรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ นั้น ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ และต้องรวบรวมไปพิจารณากันอีกครั้ง

สำหรับคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นฯ ได้รับความเห็น ในกทม.และสายวิชาชีพต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว โดยวันที่ 20 ธ.ค. จะไปรับฟังความเห็นประชาชนและเกษตรและภาคตะวันออก เฉียงเหนือ, วันที่ 23 ธ.ค. รับฟังความเห็นประชาชนกลุ่มอุตสาหกรรม ต่างๆ ในภาคตะวันออก, วันที่ 28 ธ.ค. รับฟังความเห็น กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ จ.เชียงใหม่, และวันที่ 7 ม.ค.รับฟังความเห็นจากกลุ่มมุสลิม ที่จ.สงขลา คาดว่าการรับฟังความเห็นจะเสร็จสิ้นในวันที่ 7 ม.ค.2567

นอกจากนี้จะทำเอกสารรับฟังความคิดเห็นจากสส. 500 คน และทำแบบสอบถามสว. 250 ฉบับ สองส่วนนี้จะชัดเจนเมื่อเปิดประชุมรัฐสภาแล้ว

“คาดว่าภายในเดือนธ.ค.กระบวนการรับฟังความเห็นและ ข้อเสนอแนะจะมีข้อยุติและจะพยายามทำให้จบภายในเดือนม.ค.2567 ก่อนเสนอเข้าครม.พิจารณา และมีการทำประชามติควบคู่ทำคำถามพ่วง” นายภูมิธรรมกล่าว

ถือว่าขณะนี้การทำงานผ่านมาครึ่งทางแล้ว ก่อนไปสู่เป้าหมายการทำประชามติในช่วงไตรมาสแรกปี 2567

ขณะที่มีความเห็นของฝ่ายต่างๆ เช่น นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กล่าวว่า เรื่องการทำประชามติอย่างน้อยในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบให้ทำ 2 ครั้ง ซึ่งการทำประชามติต้องพิจารณาทั้งในแง่กฎหมายและประเด็นทางการเมือง รวมทั้งต้องให้เป็นไปตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

ผมคิดว่าต้องทำประชามติ 2-3 ครั้ง จึงจะสามารถทำให้ประชามติเป็นเครื่องมือที่สำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งสองส่วน คือ สมดุลในเรื่องความเป็นไปได้ และสมดุลเรื่องความลงตัว ซึ่งเนื้อหารัฐธรรมนูญจะต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย สามารถยืนอยู่ได้ในระยะยาว

ส่วนองค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ตกผลึกร่วมกันแล้วว่าจะต้องเป็นส.ส.ร. ส่วนที่มาของส.ส.ร.ต้องหารือกันในรายละเอียด เมื่อตั้ง ส.ส.ร.ลงตัวแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการประชามติเลยหรือไม่ หรือต้องกลับไปที่รัฐสภาอีก ต้องไปดูเชิงเทคนิคของกฎหมายมหาชน ขณะที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องเปิดพื้นที่ การมีส่วนร่วมให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายในการมารับฟัง ความคิดเห็น เหล่านี้จะทำให้เกิดความลงตัวในเรื่องของเนื้อหา

“ตอนนี้ที่หนักใจคือเรื่องการทำประชามติ เพราะมีพ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เสียงข้างมากสองชั้น ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดเรื่องการรณรงค์ให้มีการโนโหวต นั่นคือ การให้อยู่บ้าน ไม่ออกมาใช้สิทธิ์ ทำให้เสียงประชามติไม่ถึงกึ่งหนึ่ง และตกม้าตายไปตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลย มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ถ้าเสียง ขั้นตอนแรกเกินกึ่งหนึ่ง ขั้นตอนที่สองก็เกินกึ่งหนึ่งอีก กระบวนการทำประชามติจะได้รับความเห็นชอบต่อไป”

ส่วนจะต้องแก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ก่อนใช่หรือไม่ นายยุทธพรกล่าวว่า มีโอกาสต้องทำอย่างนั้น เพื่อที่จะทำให้โอกาสของการทำประชามติเป็นไปได้ แนวทางแก้มี 2 ทางคือ ทำให้เหลือเสียงข้างมากชั้นเดียว กับเสียงข้างมากยังเป็นสองอยู่ แต่ในชั้นที่สองอาจจะลดสัดส่วน ไม่ต้องถึง 50%

นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มองว่า ฝ่ายรัฐบาลยังมีความกังวลในเงื่อนไข ตามหลักเสียงข้างมากสองขั้นตอน ในพ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติในปัจจุบัน ที่อาจไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการทำประชามติครั้งนี้ แต่เป็นอุปสรรคของทุกๆ เรื่องในอนาคต จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมในพ.ร.บ.ว่าด้วยการ ทำประชามติ อย่างเร่งด่วน เพื่อยกเลิกเงื่อนไขในเรื่องที่รัฐบาลกังวลข้างต้น หากได้ข้อยุติร่วมแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล จะสามารถร่วมมือกัน เพื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม ได้ทันทีหลังเปิดสมัยประชุมสภา

นายวันชัย สอนศิริ สว. ประธานคณะทำงานติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกมธ.การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวว่า ตนไม่เห็นปัญหาหรืออุปสรรคใดที่จะทำให้แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ด้วยเหตุของเนื้อหาของกฎหมายประชามติ หลักเกณฑ์เรื่องการมาใช้สิทธิออกเสียงที่กำหนดไว้ในกฎหมายประชามติที่เพิ่งบังคับใช้นั้น สาระสำคัญเพื่อประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติ

หากจะแก้ไขกฎหมายประชามติอาจทำให้ยืดเวลาการแก้รัฐธรรมนูญออกไป จากเดิมที่อาจจะใช้เวลาแค่สมัยของรัฐบาลปัจจุบัน

ขณะที่ นายนิกร จำนง ประธานคณะอนุกรรมการรับฟัง ความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ ยืนยันจะแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 4 ปี ของรัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน