ถือเป็นผลงานการเยือนต่างประเทศที่เป็นรูปธรรมของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กับกรณี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เซ็นสัญญาลงทุน และลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ร่วมยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทย

3 บริษัท ประกอบด้วย Amazon Web Services หรือ AWS ในเครือ Amazon, บริษัท Google และ บริษัท Microsoft

โดยนายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างนำคณะร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่นครซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ระบุ ได้พูดคุยกับผู้บริหารบริษัท AWS จัดทำคลาวด์เซอร์วิส โดยได้เซ็นสัญญาที่จะเข้ามาลงทุนแล้ว เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะเปิดดำเนินการเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ทำสัญญาลงทุน และจะลงทุนเพิ่มอีกด้วย การหารือกับกูเกิ้ล ก็มีการลงนามเอ็มโอยูที่จะมาทำดาต้าเซ็นเตอร์กันเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

“บริษัทยักษ์ใหญ่ 3 รายของโลกที่มาทำ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ได้แก่ AWS กูเกิ้ล และไมโครซอฟท์ ที่ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลไทย จะยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ให้ได้รับการยอมรับในอนาคตอันใกล้นี้” นายกฯ ระบุ

นายกฯ บอกว่า พอใจกับการเดินทางมาสหรัฐครั้งนี้ จากที่ได้พบปะภาคเอกชนรายใหญ่ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ เช่น คุณภาพโรงเรียน โรงพยาบาลระดับโลก นักลงทุนต่างพูดว่าเป็นความสบายใจที่จะได้มาใช้ชีวิตที่ไทย ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยยืนหยัดและแข่งขันได้ในเวทีโลก

นายกฯ เผยด้วยว่า ได้สั่งให้ทีมงานสรุปแผนการชักชวน นักลงทุนต่างชาติในรอบ 3 เดือน ว่านักลงทุนรายใดลงทุนแล้ว ใครอยู่ลำดับไหน ใครเพิ่งจีบกัน หรือใครได้ชวนไปดูหนังแล้ว

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขยายความถึงการลงทุนของ 3 บริษัท โดยกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นนำเสนอนโยบายของรัฐบาล และศักยภาพของไทยต่อบริษัทชั้นนำในหลายประเทศเพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเห็นเป็นผลสำเร็จในการเดินทางครั้งนี้

AWS บริษัทด้าน hyperscale data center ระดับโลก ลงทุนก่อสร้าง AWS Asia Pacific (Bangkok) Region สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของภาครัฐ และช่วยสร้างแรงงานที่มีทักษะสูงที่ประเทศไทยกำลังขาดแคลน

หารือกับ AWS

บริษัท Microsoft ลงนามเอ็มโอยูกับรัฐบาลไทย เป็นโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของไทย รวมทั้งช่วยปรับปรุงการให้บริการสาธารณะผ่านการเปลี่ยนแปลงบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

หารือกับ Microsoft

พร้อมกันนี้ ไทยเตรียมใช้กลไกใหม่ที่เรียกว่า Utility Green Tariff (UGT) เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด ทำให้บริษัทได้ใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐในอัตรา ค่าบริการที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมซึ่งเป็นปัจจัยที่ Microsoft ให้ความสำคัญ

บริษัท Google ลงนามเอ็มโอยูระหว่าง Google กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ถือเป็นความสำเร็จเพื่อไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล และเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนสำคัญช่วยให้ประเทศเติบโตทางเศรษฐกิจ

หารือกับ Google

ซึ่ง Google ได้พิจารณาไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสำหรับเป็นสถานที่ตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพิ่มเติมเป็นแห่งที่ 4 ในบริเวณภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นแห่งที่ 11 ของโลก

นายกรัฐมนตรีถือว่านี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของความสำเร็จ รัฐบาลยังดำเนินการต่อเนื่องในการเชิญชวนบริษัทชั้นนำร่วมลงทุนในไทย เปิดศักยภาพของประเทศ กำหนดนโยบายที่ดึงดูดการลงทุน เพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก

สำหรับประโยชน์ที่ไทยจะได้จากการดึง 3 บริษัทระดับโลกมาลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ จะเกิดประโยชน์ 9 ด้าน ดังนี้

1.ดึงเงินลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาดใหญ่ โดยศูนย์แห่งหนึ่งลงทุนประมาณ 5 พันล้านเหรียญ หรือ 170,000 ล้าน การดึง Microsoft, Google, AWS, Tencent, Alibaba มา คิดเป็น 850,000 ล้านบาท เท่ากับ 4.8 % ของจีดีพี

2.ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานในการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางด้าน AI ของภูมิภาค

3.สร้างความพร้อมในการพัฒนาให้ไทยเป็นเมืองอัจฉริยะ (smart city) เช่น การทำให้มีความจุ (capacity) ในการประมวลผลข้อมูลจาก Internet of Things

4.ดึงให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขยายการผลิตในไทย เช่น ผู้ผลิต Hardisk Drive

5.สร้างงานเป็นจำนวนมากจากขยายตัวของอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

6.ทำให้เกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถ สำหรับโลกอนาคต ให้ประชาชนชาวไทย เช่น AI, Cloud Infrastructure, Robotics

7.สร้างความต้องการ (demand) มหาศาลให้เกิดการพัฒนา พลังงานไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และเกิดการใช้พลังงานที่ประเทศไทยผลิตเกิน ทำให้ค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าลดลง

8.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รัฐสามารถบูรณาการข้อมูลของรัฐทำให้รัฐให้บริการประชาชนได้ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการนำ AI มาช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

9.ลดการซ้ำซ้อนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยหน่วยงานรัฐสามารถปรับให้เหมาะสม การลงทุนใน server และการบริหารจัดการได้

ทั้งนี้ การดึงบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทมาลงทุนด้านดาต้า เซ็นเตอร์ ได้พร้อมกันครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาไทยขาดการลงทุนในด้านนี้มาโดยตลอด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน