นโยบาย “แก้ปัญหาหนี้สิน” เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ทันทีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ข้ามทวีปจากสหรัฐอเมริกา ระหว่างเข้าร่วมประชุมเอเปค ที่นครซานฟรานซิสโก

ระบุปลายเดือนพ.ย.นี้ จะแถลงข่าวใหญ่ถึงมาตรการแก้ปัญหาหนี้ทั้งหมดทุกภาคส่วน ก็กระตุกความใคร่รู้ของผู้คน ถึงมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว

“เป็นนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินของรัฐบาลนี้ ทั้งหนี้กยศ. หนี้ครู หนี้นอกระบบ และเอสเอ็มอีที่ติดมาตรา 21 ผมไม่อยากจะพูดเรื่องเดียว แต่ในช่วงปลายเดือนนี้หรือประมาณ 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ จะแถลงข่าวใหญ่ถึงมาตรการแก้ไขหนี้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่กยศ. อย่างเดียวแต่จะรวมทุกภาคส่วนเท่าที่จะสามารถทำได้” นายเศรษฐาระบุ

จึงไม่เพียงครู เอสเอ็มอี ลูกหนี้ กยศ. หากรวมถึงคนทั่วไปที่เป็นหนี้นอกระบบด้วย และยังขยายไปถึงตำรวจ ตามที่คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย เตรียมประชุมหารือรายละเอียดการแก้หนี้สินในกลุ่มข้าราชการครูและตำรวจ ในวันที่ 30 พ.ย.

ทั้งนี้ นโยบายแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหนึ่งในนโยบาย 25 ข้อ 8 ด้านของพรรคเพื่อไทย ที่ยื่นไว้กับ กกต.ที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ก่อนที่นายเศรษฐาจะแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 11 ก.ย. โดยระบุการแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหนึ่งในนโยบายที่สามารถทำได้โดยเร็ว

โดยระบุ การแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาชน รัฐบาลจะลดภาระพี่น้องเกษตรกรด้วยการพักหนี้เกษตรกรตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม

รวมถึงมาตรการช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสำหรับภาคประชาชน ที่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้มีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

รัฐบาลจะมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกลุ่มอื่นๆ ภายใต้ปรัชญาที่จะไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม (Moral Hazard) ของผู้มีภาระหนี้สิน

ส่วนรายละอียดและหลักเกณฑ์การช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้จะเป็นอย่างไร ต้องจับตาการแถลงใหญ่ แต่เท่าที่นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์กับ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ในเบื้องต้น นายกฯ ระบุว่า การแก้ปัญหาหนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นต้นตอของอาชญากรรมด้วย รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งในระบบ และหนี้นอกระบบ

หนี้ในระบบ มอบหมายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแก้ปัญหา ในนามประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย

ส่วนหนี้นอกระบบจะใช้กลไกลระดับอำเภอเข้าไปจัดการ โดยให้นายอำเภอ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เรียกเจ้าหนี้รายใหญ่กับลูกหนี้มาเคลียร์กัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 28 พ.ย. นี้ ที่ให้ตำรวจกับนายอำเภอลงไปจัดการ

ในส่วนนี้เอสเอ็มอี จะตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ขึ้นมาบริหารจัดการหนี้รหัส 21 (หนี้เสียที่เกิดขึ้นช่วงโควิด-19) โดยมอบให้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง รับผิดชอบ ซึ่งครอบคลุมหนี้ของธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะครอบคลุมหนี้ในส่วนธนาคารพาณิชย์หรือไม่

สำหรับหนี้ กยศ. การพิจารณาหลักเกณฑ์โดยคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย เรียบร้อยแล้ว มีรายละเอียดดังนี้

การบังคับใช้กฎหมายที่มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2566 กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เกิน 1% ต่อปี กรณีผิดนัดชำระลดอัตราเบี้ยปรับเหลือไม่เกิน 0.5% จากเดิม 18% ต่อปี และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในทุกกรณี ส่งผลให้ผู้กู้ส่วนใหญ่จะมียอดหนี้ลดลง หลายคนจะหมดหนี้ทันที

กรณีที่มีการชำระหนี้มากกว่ายอดหนี้ตามกฎหมาย กยศ.จะคำนวณหนี้ใหม่ตามกฎหมายใหม่และอัตราดอกเบี้ยใหม่ จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถได้รับเงินคืนในส่วนที่จ่ายเกิน

นอกจากนี้ กยศ.ยังมีแผนการผ่อนชำระหนี้ที่อยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้จะจ่ายชำระคืนได้ ซึ่งดีกับลูกหนี้ทุกกลุ่มและลูกหนี้ที่กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยจะไม่บีบบังคับให้ลูกหนี้หาเงินกู้มาปิดยอดหนี้ อาทิ หากมีหนี้ 1 แสนบาท จะสามารถผ่อนชำระต่อเดือนประมาณ 700 บาท

และหากลูกหนี้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อาจต้องเข้าข่ายโดนฟ้อง ลูกหนี้เพียงชำระเข้ามาเป็นยอด 1 บาทก็จะทำให้กยศ.ไม่ต้องฟ้อง กรณีใกล้หมดอายุความ

ผู้กู้เงินที่รู้สึกว่าแบกรับค่างวดมากเกินไปสามารถขอลดค่างวดได้ และหากยังถูกบังคับให้หาเงินก้อนมาใช้หนี้สามารถร้องเรียนได้ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบันกองทุนกยศ.ดำเนินการชะลอการฟ้อง บังคับคดี และขายทอดตลาดเว้นแต่คดีจะขาดอายุความ

ส่วนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ จะเปิดให้เข้าทำสัญญาที่ กยศ.ตั้งแต่ 2 ม.ค.2567 เวลา 08.30-20.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ สามารถลงทะเบียนนัดหมายก่อนทำสัญญาที่ WWW.Studentloan.or.th

สำหรับสถานผู้กู้ยืมเงินกองทุน กยศ. ณ 30 ก.ย.2566 มีจำนวน 6,739,085 ราย ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 1,830,978 ราย วงเงินกู้ 146,222 ล้านบาท หรือ 27% ของเงินให้กู้ยืมทั้งหมด อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1,299,490 ราย วงเงินกู้ 134,964 ล้านบาท หรือ 19% ของเงินให้กู้ยืมทั้งหมด อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,537,022 ราย วงเงินกู้ 456,413 ล้านบาท หรือ 53% ของเงินให้กู้ยืมทั้งหมด และผู้กู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ 71,595 ราย วงเงินกู้ 6,382 ล้านบาท หรือ 1% ของเงินให้กู้ยืมทั้งหมด

ส่วนรายละเอียดที่ลงลึกยังต้องรอฟังการแถลงจากนายกฯ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน