แบงก์ชาติ จัดทริป “สื่อมวลชนสัญจร” ประจำปี 2566 โดยปีนี้พาไปไม่ใกล้ ไม่ไกล จังหวัดกาญจนบุรี นำทีมโดย นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น จุดอ่อน-จุดแข็ง จุดเฝ้าระวังเศรษฐกิจไทย

นายเศรษฐพุฒิระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2567 มีความเสี่ยงต่อการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า จะเป็นการฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึงในระยะปานกลางขยายตัวได้ในระดับ 3% เป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 30 ปี เป็นระดับที่ไม่สวยหรูนัก

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว จากภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งความเสี่ยงใหม่ เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความ ขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน จึงเป็นความเสี่ยงที่ประเมินผลต่อเศรษฐกิจที่มีความยากกว่าในอดีต เพราะมองผลข้างเคียง ไม่ออก และคาดเดาไม่ได้

ดังนั้น ในเวทีโลกจึงห่วงเรื่องเสถียรภาพของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะ ไอเอ็มเอฟ ที่แนะนำว่าแต่ละประเทศ ควรมุ่งเน้นทำนโยบาย ดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ เพราะผลจากสงคราม อาจทำให้เกิด Inflation Shock ที่เคยดูแลเงินเฟ้อ ก็อาจจะกลับพุ่งขึ้นมาอีก

รวมทั้งสร้างกันชนทางภาคการคลัง โดยการรัดเข็มขัดทางการคลัง หรือ Fiscal consolidation จากช่วงที่ผ่านมาในแต่ละประเทศมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการคลังกันมาก จึงควรมุ่งเน้นลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เร่งปรับหนี้สาธารณะให้ลดลง เพื่อเตรียมรับมือ shock ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมกับดูแลเสถียรภาพด้านการเงินไปด้วย และมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล และธุรกิจสีเขียว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ในส่วนของไทย แม้เสถียรภาพโดยรวมจะโอเค แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้ เพราะมีบางประเด็นที่โอเค และบางเรื่องที่โอเค น้อยหน่อย เช่น เสถียรภาพต่างประเทศอยู่ในระดับดี ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล หนี้ต่างประเทศไม่สูง ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ฐานะธนาคารพาณิชย์แข็งแกร่ง

ส่วนที่ต้องระมัดระวัง คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 90.7% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แม้จะลดจากช่วงที่สูงที่สุดคือ 94% แต่ก็ยังสูง และอยากให้กลับลดลงมาอยู่ในระดับเกณฑ์ที่สากล 80% รวมทั้งหนี้สาธารณะในระดับ 61.7% ต่อจีดีพี ที่ถือว่าสูง

ขณะที่เสถียรภาพตลาดทุนที่ผ่านมามีเงินทุน ไหลออกตั้งแต่ต้นปี -8.4% หรือมีเงินทุนไหลออกกว่า 8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านตลาดหุ้นและพันธบัตร สวนทางกับประเทศอื่น สูงสุดในรอบ 10 ปี และสูงเป็นที่ 2 รองจากที่เคยไหลออกสูงสุด 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนก็มีความผันผวน 8-9% สูงกว่าอดีตและประเทศเพื่อนบ้าน เป็นรองแค่ประเทศเกาหลีใต้ที่ผันผวน 12%

นอกจากนี้ ยังเห็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่มีความผันผวนมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 8-9% ซึ่งผันผวนสูงอันดับต้นๆ ของภูมิภาค และผันผวน สูงหากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา สอดคล้องกับ Credit Default Swap การซื้อประกันความเสี่ยง ที่เพิ่มสูงขึ้นราว 0.50-0.70% สะท้อนความกังวลมากขึ้น

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า มีความเสี่ยงที่ Credit Rating Agency’s จี้จุดประเทศไทย มีโอกาสปรับ มุมมองจากเสถียรภาพ เป็นมุมมองเชิงลบ (Negative) หากนโยบายภาคการคลังมีความเสื่อม ดังนั้นควรมุ่งลดรายจ่าย ทยอยปรับลดการขาดดุล ปรับลดหนี้สาธารณะ มีมาตรการเพิ่มรายได้ ซึ่งล่าสุดมีบางบริษัทให้ความกังวลภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกิน 12% ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในระดับ 10% กว่า

“หนี้สาธารณะยอมรับว่าวิ่งไปเยอะจากช่วงก่อน โควิด-19 ในระดับ 40% ต่อจีดีพี ทุกประเทศก็มุ่งดูเรื่องเสถียรภาพ จะบอกว่าเราไม่แคร์เลยก็คงไม่เหมาะ หากมองว่าความเสี่ยงเยอะ ก็ควรต้องเก็บลูกกระสุนไว้หรือเปล่า ซึ่งพื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy Space) เราจะไม่เห็นความสำคัญของมัน จนกว่าจะหมด หรือมันไม่มี สิ่งที่ไอเอ็มเอฟอยากเห็นคือ ภาคการคลังมีการรัดเข็มขัดมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไทยเป็น Safe Haven แต่ตอนนี้เราเป็น Less of Safe Haven”

ดังนั้น ในมุมของ ธปท. จึงต้อง “ปรับโหมด” ตามสถานการณ์ หรือมีโฟกัสที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่การปรับทิศทาง จากการมองภาพระยะสั้น ไปเป็นการมองเรื่องระยะปานกลางมากขึ้น และสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากวิกฤตได้ คือการทำให้เศรษฐกิจ มีความยืดหยุ่น หรือ Resilience

ในการทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น มี 3 องค์ประกอบ 1.การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน (Macro financial stability) ด้วยการใช้เครื่องมือ นโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป การดูแลเสถียรภาพทางการเงิน โดยไม่ให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไป และให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ควบคู่กับเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับที่เหมาะสม และดูแลไม่ให้เกิดความเปราะบางด้านการเงิน ที่ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

2.การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และเพิ่มทางเลือกให้พร้อมรองรับ Shock ในอนาคต ดังนั้นต้องมีกระสุน หรือ Policy space ที่เพียงพอ และมีเครื่องมือในการดูแลในฝั่งดอกเบี้ย และฝั่งการคลังให้เพียงพอ และ 3.สร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตจากทั้งกระแสดิจิทัล และความยั่งยืน โดยดูแลให้ผลข้างเคียงน้อยที่สุด

โดยทั้ง 3 ด้านเหล่านี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น หรือ resilience มากขึ้น

ในด้านการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท. มีการปรับการดำเนินนโยบายการเงิน จาก Smooth Takeoff ที่ต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไปสู่การ Landing หรือการลงจอดอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินเข้าสู่ระดับปกติที่เหมาะกับความสมดุลระยะปานกลาง

ขณะเดียวกัน การดูแลเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ อย่างยั่งยืน ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อระบบการเงิน โดยเฉพาะนโยบายดอกเบี้ยที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทนทานต่อช็อกที่อาจเกิดขึ้นระยะข้างหน้า ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมี Policy space มากขึ้นในการดูแลด้านต่างๆ

ทิ้งท้าย ฉายภาพเศรษฐกิจไทย ย้ำว่า ธปท. ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ไว้ที่ 4.4% ซึ่งเป็นการรวมผลจากมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต วงเงิน 5.6 แสนล้านบาทไว้แล้ว หากมีการปรับรายละเอียดมาตรการ หรือลดขนาดวงเงินที่ใช้ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลง ซึ่ง ธปท. อยู่ระหว่างติดตามความชัดเจนจากมาตรการ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2566 ที่ 2.7-2.8% ยังมองว่าขยายตัวบวกลบในระดับใกล้เคียง แม้ตัวเลขไตรมาส 3/2566 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ต่ำกว่าที่คาด แต่การบริโภคเอกชนยังขยายตัวดี และการส่งออกก็ยังเป็นไปตามคาดการณ์

หลังจากฉายภาพเศรษฐกิจไทยให้เห็นชัดเจนแล้ว ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวปิดท้ายว่า “ปีหน้าตั้งใจว่าจะพาไปสัญจรจังหวัดแถบทะเล ซึ่งผมยังอยากไปกับทุกคนอยู่”

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน