มีทั้งเสียงหนุนเสียงต้านสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการจัดทำร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา

แต่ละขั้นตอนถือเป็นด่านหิน และยังมีกรณีการยื่นร้องต่อองค์กรอิสระอีกด้วย

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์

โครงการดิจิทัลวอลเล็ต อาจไม่ราบรื่นเพราะต้องเจอด่านต่างๆ ทั้ง กฤษฎีกา รัฐสภาและยังมีการยื่นร้องต่อองค์กรอิสระต่างๆ อีกนั้น ดังนั้นจึงตอบไม่ได้ว่าโครงการดังกล่าวจะไปได้ถึงไหน เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย ขึ้นอยู่กับการตีความ แม้กระทั่งนักกฎหมายเองการตีความก็ต้องขึ้นอยู่กับทางการ

จึงคิดว่าคงต้องรอดูการตีความของกฤษฎีกาดีกว่า เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายโดยเฉพาะ

ส่วนเสียงคัดค้านของนักวิชาการจะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ในเชิงเศรษฐศาสตร์ตอนนี้เสียงคัดค้านจากนักวิชาการมีมาก ด้านหนึ่งเสียงคัดค้านก็ถูกต้องในระดับหนึ่ง เพราะโครงการดิจิทัลใช้เงิน 5 แสนล้านบาท เท่ากับเพิ่มหนี้สาธารณะจาก 61 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี เป็น 64 เปอร์เซ็นต์ ปกติหนี้สาธารณะควรจะอยู่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

แต่ไม่ได้หมายความว่าทะลุ 60 เปอร์เซ็นต์แล้วจะมีปัญหา เพราะบางประเทศทะลุไปถึง 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ก็มี กรณีของญี่ปุ่น 300 ก็มี บางประเทศทะลุไประยะหนึ่งก็มีปัญหา ฉะนั้นขึ้นอยู่ว่าหนี้สาธารณะตัวนี้จะขึ้นไป 64-65 เปอร์เซ็นต์ ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่รัฐบาลจะทำ

รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค มีนโยบายลักษณะเป็นรายจ่ายเพิ่มขึ้น รายรับน้อยลงเพราะมีการช่วยเหลือต่างๆ ออกมา รัฐบาลต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมเงื่อนไขในเวลาเดียวกัน คือทำให้เกิดหนี้สาธารณะส่วนอื่นมาผสม แทนที่จะเพิ่ม 64, 65, 66, 67 อย่าให้เกิดการขยายตัวสะสมมาอีก

นักลงทุนกับพวกที่จัดอันดับจะมองความสามารถในการจ่ายคืนของรัฐบาลในอนาคตมีมากแค่ไหน ฉะนั้นถ้ารัฐบาลทำได้ เช่น การพัฒนาขีดความสามารถและทักษณะ ทั้งดิจิทัล อีวี และถ้ามีการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว ส่งออก และกรณีที่รัฐบาลกำลังทำอยู่คือดึงนักลงทุนต่างๆ เข้ามาที่อีอีซี จะช่วยลดตัวหนี้สาธารณะลงได้

อันตรายทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดปัญหาเรื่องเสถียรภาพการคลังหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไขที่รัฐบาลทำคือ 1.อย่าให้เกิดการกระจุกตัวจากโครงการอื่นๆ จนทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินไป และ 2.รัฐบาลมีมาตรการ ซึ่งก็มีอยู่หลายตัว ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ามีมาตรการหารายได้เพื่อลดหนี้สาธารณะลงในอนาคต

ส่วนที่รัฐบาลออก พ.ร.บ.กู้เงิน ถือว่าดี โปร่งใส สมาชิกรัฐสภาจะได้ถกกันเต็มที่ ส่วนจะผ่านสภาหรือไม่ เป็นเรื่องที่กฤษฎีกาต้องมาพิจารณา


สุเชาวน์ มีหนองหว้า
อดีตคณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์ฯ
มรภ.อุบลราชธานี

ความยากในการดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล คือเป็นโครงการที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศต่อประชาชนบนเวทีการเลือกตั้งมาแล้ว จนโครงการเป็นที่รับรู้ของประชาชนทั่วทั้งประเทศ รวมถึงฝ่ายที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ที่ต่างรับรู้แล้วว่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำธงนโยบาย

ดังนั้นปัญหาอุปสรรคที่พรรคเพื่อไทยต้องเจอ คือ ช่วงที่หาเสียงถือเป็นนโยบายเพื่อการเมืองล้วนๆ เพื่อเรียกคะแนนเอาชนะพรรคก้าวไกลที่ช่วงนั้นกำลังมาแรง ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องหาอะไรที่โดนใจประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยถนัดในการสร้างความแตกต่างจากพรรคอื่น

ในขณะที่นโยบายอะไรก็ตามที่ยังไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ยังไม่ได้มีการทบทวนว่าสามารถทำได้อย่างครบถ้วน ถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง

นอกจากนี้ เมื่อการดำเนินนโยบายมาถึงกระบวนทาง ทางรัฐสภาที่จะออกเป็นกฎหมาย เนื่องจากถือเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเงินการคลังของประเทศ ดังนั้น ปัญหาที่พรรคเพื่อไทยต้องเจอคือจะเกิดคำถามว่างบประมาณจำนวนมหาศาลจะเอามาจากไหน และสอดคล้องกับกระบวนการทางการเงินการคลังของรัฐบาล

ซึ่งจะโยงถึงเรื่องหลักกฎหมายในรัฐสภาที่จะเจอกับด่านหินอีกมาก ทั้งกฤษฎีกา สส. สว. ซึ่งเสียงจากทางฝ่ายค้านก็บอกแล้วว่าหากไม่ผ่านความเห็นชอบจากกระบวนการทางรัฐสภา รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งด่านนี้มีผลต่อความอยู่รอดของรัฐบาลด้วย

รวมถึงความเชื่อมั่นจากนโยบายที่ตัวเองได้ประกาศออกไปว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายไม่ตรงปก ในส่วนความเชื่อมั่นของประชาชนที่รอความหวังว่าจะได้เงินจากนโยบายรัฐบาล เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ประชาชนจะมองว่าเป็นนโยบายที่พูดเพื่อหาเสียงเพียงอย่างเดียวหรือว่าจะทำจริง

อีกด่านที่สำคัญคือมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการด้วย ทั้งหมดจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และหนักสำหรับพรรคเพื่อไทยสำหรับนโยบายนี้

ทุกด่านที่กล่าวมาถือว่าหินทั้งหมด หากจบที่กฤษฎีกาก็ถือว่าจบเลยในด่านแรกโดยที่ยังไม่ถึงกระบวนการทางรัฐสภา หรือแม้ผ่านกฤษฎีกาแล้วเข้าสู่สภาก็ยังมองว่ายากอยู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการที่ออกมาแสดงความเห็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะนักวิชาการคงเห็นแล้วว่าในสภาวะที่เราเพิ่งพ้นจากช่วงสถานการณ์โควิด- 19 หนี้สินจากรัฐบาลเดิมส่วนหนึ่ง หากจะก่อหนี้ใหม่ในภาวะเศรษฐกิจที่เรากำลังจะฟื้นตัว

ขณะที่ความชัดเจนในนโยบายที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือแม้แต่นักการเงินก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินการคลังและหนี้สินของประเทศ เรียกได้ว่าหินทุกด่าน

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยต้องตอบให้ได้ว่าการดำเนินการมีการคิดอย่างรอบคอบชัดเจนแล้ว อย่าให้ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาทางการเมืองกับประชาชน

ส่วนจะซ้ำรอยเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่นั้น เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยคงถกกันแล้ว เป็นการถอดบทเรียนในอดีต จึงคิดว่ามันสมองของพรรคเพื่อไทยคงหาทางออกเรื่องนี้อย่างดีที่สุด

หากไปไม่ได้จริงๆ คงหาทางลงที่สวยงาม ทำให้เกิดความชอบธรรมในการบอกประชาชนได้ว่าได้พยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว

ธเนศวร์ เจริญเมือง
คณะรัฐศาสตร์ฯ ม.เชียงใหม่

ด่านหินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ข้อแรกคือรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยจะระดมกำลังได้มากน้อย เพียงใดเพื่อมาสนับสนุนให้เกิดโครงการนี้ขึ้น อาจต้องไปจับมือกลุ่มทางการเมือง บอกตรงๆ คือท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายมีสิทธิ์ที่โครงการจะผ่าน หรือไม่ผ่านก็ได้

ประเด็นที่สอง ปริมาณเงินโครงการนี้ไม่ใช่น้อยๆ พรรคเพื่อไทยก็มีความจำเป็นต้องเดินหน้าทำต่อ เพราะที่ผ่านมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งมาตลอด เมื่อครั้งนี้แพ้พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยก็ต้องทำทุกอย่างให้ได้คะแนนนิยมกลับมา

ที่ต้องตามต่อคือ ความพยายามต้องการให้เป็นข่าวว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นเต็มที่ว่าโครงการนี้ต้องผ่านให้ได้ แม้รู้ว่าอุปสรรคด่านหินมันเยอะ และปริมาณเงินที่มากถึง 5 แสนล้านบาท หากได้จำนวนเงินนี้มาแล้ว แจกอย่างไร ความเห็นของแต่ละฝ่าย ทั้งประชาชน นักวิชาการหรือฝ่ายอื่นๆ มองว่าเงิน 5 แสนล้านบาทคุ้มค่าเพียงใด ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะทำทุกวิถีทางที่จะพอเป็นไปได้

ขณะเดียวกัน ถ้าทำแล้วไม่ผ่านขั้นตอนกฎหมาย มีเสียงค้าน เพื่อไทยก็ถือว่าได้ทำแล้ว พรรคเพื่อไทยก็จะชี้แจงว่าทำทุกอย่างแล้วแต่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงที่เสนอไว้ ถือเป็นวิธีทางการเมืองอีกอย่างหนึ่ง

ที่ต้องจับตาดูคือขั้นตอนของกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านเป็นไปได้จริงๆ หรือไม่ หากไม่ได้ก็ถือว่าทำเต็มที่ที่สุดแล้ว อาจไปหาทางอื่นอีก แต่แน่นอนคือเป้าหมายใหญ่ของพรรคเพื่อไทยคือ การแสดงเจตจำนงที่จะทำโครงการนี้เพราะเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง จึงต้องทำเต็มที่ทุกทาง แต่ถ้าไม่ได้ด้วยเหตุผลอย่างอื่นก็ว่ากันไป

ส่วนการเสนอกฤษฎีกาเพื่อ ตีความพ.ร.บ.กู้เงิน ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกำลังที่นำเสนอ เนื่องจากปริมาณเงินกู้จำนวนมาก

ย้อนไปรัฐบาลก่อนหน้าที่อยู่มา 8-9 ปี กู้เงินมาเยอะมากแล้ว และเมื่อกู้มาก็ไม่เห็นผลลัพธ์เท่าไร เมื่อมาถึงรัฐบาลเพื่อไทยที่ต้องกู้อีก คำถามคือเงินที่กู้มามหาศาลขนาดนี้จะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะนักวิชาการด้านสายการเงินไม่ได้มองแค่เงิน 5 แสนล้านบาท แต่มองย้อนไปถึงเงินที่เคยกู้มาแล้วของรัฐบาลชุดก่อนด้วย

ส่วนตัวคิดว่าโครงการนี้มีสิทธิ์จะผ่าน 50/50 ต้องเอาชนะฝ่ายที่ออกมาค้านด้วย พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าถ้าได้เงินมาประชาชนจะพึงพอใจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง พรรคเพื่อไทยต้องสู้ตรงจุดนี้ด้วย

ยังมีกลุ่มนักร้องยื่นเรื่องต่อหน่วยงานอิสระ กลุ่มที่ร้องบ่อยๆ เพื่อไทยอาจไม่ให้คะแนน แต่กรณี นักวิชาการที่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้จะทำอย่างไร และจะเป็นน้ำหนักใหญ่ที่แต่ละฝ่ายต้องคุยกัน และเป็นด่านที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในขณะนี้

เหตุผลคือด่านหินที่ยากที่สุด พรรคเพื่อไทยจะทำให้คนมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเป็นประโยชน์มากเพียงพอที่จะนำเงินกู้มาใช้อย่างคุ้มค่า โจทย์ใหญ่คือการนำเสนอเหตุผล

ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ กระบวนการกู้เงินไม่ค่อยมีปัญหา แต่รัฐบาลเลือกตั้งจะผ่านด่านลำบาก เป็นเรื่องการเมืองที่เข้ามาแทรกแซง มีระบบนอกรัฐสภาเข้ามาด้วย ไม่ใช่เพียงขั้นตอนกฎหมาย ที่สำคัญมีการกู้เงินมาเยอะแล้วจากรัฐบาลชุดก่อน ดังนั้นโครงการดิจิทัลวอลเล็ตกว่าจะผ่านด่านจึงยากพอสมควร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน