โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) จัดงานเสวนา “ก้าวแรกอย่างไรในการแก้ไขปัญหาคดีทางการเมือง” เนื่องในวาระครบรอบ 3 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศให้กลับมาใช้มาตรา 112 พร้อมเปิดตัวร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. …

โดยมีเนื้อหาเสนอให้นิรโทษกรรมตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.2549 จนถึงปัจจุบัน การนิรโทษกรรมจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.ประเภทได้รับการนิรโทษกรรมเลยโดยไม่ผ่านคณะกรรมการ เช่น คดีเกี่ยวกับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีศาลทหาร คดีความผิดมาตรา 112 คดีความผิดเกี่ยวกับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความผิดเกี่ยวกับประชามติ 2559 และความผิดจากคดีต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เพราะทั้งหมดเป็นคดีการเมือง และเป็นคดีที่ไม่สมควรถูกให้เป็นคดีตั้งแต่ต้น

2.คดีประเภทต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณามูลเหตุจูงใจทางการเมือง ว่าที่กระทำไปเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือไม่

ผลของการนิรโทษกรรมคดีต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นสอบสวนหรือชั้นศาล จะถูกจำหน่ายคดีออก เสมือนบุคคลเหล่านั้น ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาเลย และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ลบประวัติอาชญากรรม เพื่อให้เขากลับคืนสู่สังคมในสภาพปกติได้เร็วขึ้น ส่วนคณะกรรมการนิรโทษกรรมประชาชนมี 19 คน ประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิป สส.ตามสัดส่วนพรรคการเมือง 10 คน สัดส่วนจากประชาชนตัวแทนผู้ถูกดำเนินคดี จากการรัฐประหารปี 49 ปี 52-53 ปี 57-62 และปี 63-66 รวมถึงตัวแทนภาคประชาชนที่ค้นหาความจริง

นายอมร อมรรัตนานนท์ อดีตแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทำให้เกิดผลพวงคือ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ อ้างเอาเหตุผลการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนมารัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญ และสร้างรัฐธรรมนูญ 50 ที่เราคิดว่าถอยหลังทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ สร้างค่านิยมว่าพรรคการเมืองไม่ใช่ของประชาชน และนักการเมืองเป็นกลุ่มคนชั่วร้าย

การที่ภาคประชาชนจะได้ตัวแทนเข้ามาจัดการอำนาจรัฐจะต้องผ่านกลไกพรรคการเมือง เป็นหนทางตีบตันที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้ามาสู่อำนาจได้อย่างแท้จริง เพราะกติกาเขียนมาเพื่อ ตอบสนองกลุ่มการเมืองที่มีเบื้องหลังคือกลุ่มทุน

ปัจจุบันหากย้อนหลังกลับไปพิจารณาด้วยเหตุผล ถ้าทุกคนหันมาเข้าใจข้อเท็จจริง และถอยออกจากจุดยืนของตัวเอง ช่วงจังหวะเวลานี้เหมาะสมที่สุดที่เราจะหาข้อเท็จจริงของแต่ละสี แต่ละเครือข่าย จุดยืนที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงอยู่ตรงไหน

เห็นด้วยที่เราจะก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งหนทางเฉพาะหน้าคือ การมีกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นความจำเป็น และตนค่อนข้างสนับสนุนแนวคิดพรรคก้าวไกล ที่ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองคดีที่เกี่ยวข้องว่าใครบ้างที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนมาตรา 112 เห็นว่าเป็นหนึ่งในปัญหาร่วมในสังคม จึงสนับสนุนว่าก่อนมีเนื้อหาของร่างจะต้องมีคณะกรรมการชุดนี้ก่อน ส่วนระยะกลาง ต้องเขียนรัฐธรรมนูญที่ได้ตัวแทนจากภาคประชาชนในการเลือกตั้งมาเขียน

หากไม่ทำ 2 สิ่งนี้ การเมืองไทยคงวนเวียนอยู่แต่กับระบบอำนาจที่รับใช้ทุนแต่ไม่เคยทำประโยชน์ให้ประชาชน

ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า การเกิดคดีทางการเมืองกับประชาชน เนื่องจากอำนาจรัฐมองประชาชนเป็นศัตรู หากเขาไม่มองประชาชนเป็นศัตรู เขาต้องเปิดเวทีรับฟังความเห็นที่แตกต่างของประชาชน ซึ่งกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล ห้ามด้วยว่ารัฐห้ามกระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ

หากรัฐยังมองว่าประชาชนเป็นศัตรู ก็จะหาเหตุต่างๆ มายัดเยียดใส่ร้าย โดยที่หากยังเป็นแบบนี้คงไม่ต้องพูดถึงการนิรโทษกรรม ดังนั้น ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงก่อน

ตราบใดที่รัฐบาลยังเห็นประชาชนเป็นศัตรู โอกาสที่จะนิรโทษกรรมนั้นยาก รัฐบาล 10 พรรคที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นโต้โผใหญ่ ท่านเห็นประชาชนเป็นศัตรูหรือไม่ หากท่านไม่เห็นประชาชนเป็นศัตรู ขอให้ท่านเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม เพราะความผิดทางการเมืองมาจากความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันแค่นั้น หากไม่มีผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง ควรต้องปล่อยเขาให้หมด

สิ่งที่ควรจะทำคือ เชิญเขาไปแสดงความเห็นหรือปราศรัย หากไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งกัน ผมจึงขอเสนอรัฐอย่างตรงไปตรงมา หากคิดว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ และผมเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน โดยที่ไม่นิรโทษเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูงที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ” นพ.เหวงกล่าว

ผลสัมฤทธิ์จะเกิดขึ้นได้ ถ้าทุกพรรค สนับสนุนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ จึงอยากฝากไปถึงพรรครัฐบาลทั้งหมด โดยเฉพาะพรรค เพื่อไทย การเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนแสดงออกแล้วว่าประชาชนให้คะแนนใครมากกว่า จึงเป็นโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะสร้างคะแนนด้วยการผลักดันพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ หากสนับสนุนคะแนนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะเพิ่มขึ้นมาอีกมาก รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญที่คล้ายกับฉบับ 40 ก็จะเป็นอีกหนทางที่พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเก็บใส่กระเป๋าเหมือนกัน

ขณะที่ น.ส.เบนจา อะปัญ ผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง กล่าวว่า ยุคปัจจุบันเป็นแฟลชม็อบ ดังนั้น การไปที่เราปรากฏตัวที่ไหนจะเท่ากับ 1 คดี ทำให้แต่ละคนต้องโดนหลายคดีส่งผลกระทบรุนแรงมาก เพราะหลายคนที่โดนหลายคดี ต้องขึ้นศาลแทบทุกวัน การดำเนินคดีในยุคปัจจุบันจึงมีจำนวนมหาศาล และถูกตัดสินจำคุกอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มที่เคลื่อนไหวในอดีต

สะท้อนว่าประเทศไทยไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง ยังคงมีการชุมนุมต่อเนื่องทุกยุค เป็นภาวะที่ไม่ปกติที่เราคิดว่าปกติไปแล้ว จึงควรถึงเวลาสะสางปัญหาเพื่อให้เราไปต่อได้

ดังนั้น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปลดล็อกเพื่อไปต่อ เราไม่ได้อยากดูการเมืองแบ่งขั้ว เราแค่ต้องการรัฐบาลที่ทำให้คนในประเทศอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริง รัฐบาลที่ดีจะทำให้ประชาชนที่ไม่ได้คิดเหมือนกัน 100% อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งถ้าไม่ทำวันนี้ วันหน้าก็ต้องมารับมือกับเจเนอเรชั่นใหม่ที่อาจจะเปรี้ยงปร้างมากกว่าปัจจุบันก็ได้

น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เราอยู่ในความ ขัดแย้งมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 49 ทำให้สภาพเศรษฐกิจ สังคม บ้านเราหยุดชะงัก การนิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรต้องเริ่มทำ เพื่อนำประเทศไปสู่ภาวะปกติที่เราพูดคุยได้ และถือเป็นก้าวแรก ทั้งนี้ อาจต้องมีพื้นที่ที่คนทุกรุ่นได้มาพูดคุยร่วมกันเพื่อผลักดัน และแก้ปัญหาต่อไป

ตั้งแต่ปี 63-ปัจจุบัน มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ประมาณ 1,900 คน รวม 1,200 คดี เราจะกักขังอนาคตของประเทศไว้แบบนี้จริงหรือ เป็นที่มาของการนำมาสู่ข้อเสนอการนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่จะชวนกันออกจากความขัดแย้งได้

พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นแค่ก้าวแรกของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงควรมีมาตรการอื่นๆ เสริมด้วย การออกพ.ร.บ. ไม่ใช่การแก้ไขมาตรา 112 คนที่กลัวว่าจะกระทบกระเทือนสถาบันจึงไม่ต้องกังวล เพราะมาตรา 112 ยังอยู่ แต่การผ่านร่างฉบับนี้จะทำให้คนเห็นถึงการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม และสถาบันการเมือง เป็นการนำประเทศไปสู่ทางออก

ด้าน นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารมว.ยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมในยุค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ยึดหลักแน่วแน่ในการนำยุติธรรมสู่ประชาชน มีการใช้เงินกองทุนยุติธรรมจำนวนมากมาดูแลประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมเป็นปลายเหตุที่รับผลมาจากหน่วยงานอื่นๆ

ดังนั้น รัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟังปัญหา และพร้อมปรับปรุงเรื่องที่ยังขุ่นข้องหมองใจ ยุคนี้เราต้อนรับประชาชน และกลุ่มเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ จึงเป็นยุคที่น่าจะสอดคล้องความต้องการของประชาชนในระดับหนึ่ง ส่วนความเห็นต่อร่างพ.รบ.นั้น รมว.ยุติธรรมกำลังรวบรวมความเห็น จึงยังตอบไม่ได้ว่ารัฐบาลหรือกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายอย่างไร เพราะต้องรวบรวมประเด็นในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก่อน และคอยดูสิ่งที่รมว.ยุติธรรม จะดำเนินการต่อไปได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน