ศาลาว่าการกทม. – เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกทม. ถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลลอยกระทงในปีนี้ว่า ลอยกระทงปีนี้จะเน้นเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบทั้งคลองโอ่งอ่าง คลองผดุงกรุงเกษม และที่วัดอรุณฯ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือคนเข้า-ออกในพื้นที่ไม่ให้มีจำนวนเกิน เรื่องความปลอดภัยของท่าเรือ โป๊ะ สวนสาธารณะทั้ง 34 แห่งที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปลอยกระทง ซึ่งหน่วยงานได้แบ่งการตรวจความพร้อมตามที่รับผิดชอบไปแล้ว เช่น เทศกิจดูแลความปลอดภัย สำนักสิ่งแวดล้อมดูแลเรื่องการจัดเก็บกระทง สำนักการจราจรและขนส่งดูแลความปลอดภัยของท่าน้ำ

ส่วนเขตดูแลเรื่องการจัดกิจกรรม โดยได้กำชับให้การจัดกิจกรรมต้องทำให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ การขายของในงานต้องให้คนในชุมชนก่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เรามีบทเรียนจากเหตุการณ์อีแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ เรื่องของการดูแลทางเข้า-ออกหากมีคนเข้ามามากต้องหยุด ซึ่งช่วยป้องกันการเบียดกันจนตกน้ำด้วย โดยเฉพาะคลองโอ่งอ่างที่มีพื้นที่แคบกว่าที่อื่น ซึ่งต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยมาก่อนเรื่องอื่น

ส่วนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัย นายชัชชาติกล่าวว่า สำนักงานประชาสัมพันธ์จะรณรงค์ภายใต้แนวคิด 3 ปลอด คือ 1.ปลอด…จากวัสดุไม่ธรรมชาติ 100% 2.ปลอด…จากประทัด โคมลอย พลุ และ 3.ปลอด…อันตรายจากโป๊ะ-ท่าเรือไม่แข็งแรง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

นายชัชชาติกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าว กทม.จะมีการยกเลิกรถตู้บริการผู้พิการและผู้สูงอายุว่า ขณะนี้กทม.ยืนยันยังไม่ยกเลิกโครงการดังกล่าวอย่างใด

ด้านนายภาณุมาศ สุขอัมพร ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เผยว่า ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกและยกเลิกไม่ได้ ข้อเท็จจริงคือจะปรับรูปแบบให้บริการได้มากขึ้น เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนจองคิวใช้บริการ นานถึง 2 สัปดาห์และถูกปฏิเสธถึง 50% โดยจะปรับรูปแบบเป็นธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อหารายได้จากส่วนอื่นได้ เช่น เงินจากกองทุนสนับสนุนต่างๆ หรือให้บริการนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อหา รายได้มาทดแทนส่วนที่ให้บริการผู้พิการฟรี โดยดึงผู้พิการ ที่มีความชำนาญด้านนี้มารับช่วงต่อจากบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ เคที

สำหรับรูปแบบที่จะปรับปรุงใหม่จะมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะรถตู้ จำนวน 30 คัน ของกทม.เท่านั้น โดยจะประสานกับภาคเอกชนจัดรถตู้มาให้บริการเพิ่มขึ้น โดยหลักการจะต้องให้บริการ ผู้พิการที่มีรายได้น้อย ในอนาคตผู้พิการที่มีรายได้อาจจะต้องจ่ายบริการอัตรา 10-20 บาท เพื่อนำรายได้มาบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนรูปอาจจะต้องยกเลิกโครงการ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน