สร้างกระแส และเรียกเสียงฮือฮา ในหมู่นักเลงรถเก๋งขนาดใหญ่อยู่ไม่น้อย พลันที่ค่ายฮอนด้า เปิดตัว ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่น 11 ด้วยรูปลักษณ์ออกแนวสปอร์ต มาพร้อมเทคโนโลยีเต็มคัน
โดยในรุ่นใหม่นี้ ฮอนด้า เลือกใช้เทคโนโลยีฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ด้วยเพราะเชื่อมั่นว่า เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบัน ได้ทั้งแรง ประหยัด และรักษ์โลก
และที่สำคัญ มอบความสะดวกสบาย พร้อมใช้งานทุกเมื่อ ไม่สร้างความกังวลใจให้กับลูกค้า ซึ่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบอันสำคัญยิ่งของผู้ผลิตสินค้าทุกชนิด

เพื่อให้ได้รับรู้สมรรถนะของเจ้าฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ทีมงานได้จัดทริปทดสอบเส้นทาง จ.ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ นำทีมโดย ‘พี่เจี๊ยบ’ มนวรา เพชรพลากร ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด และผู้จัดการทั่วไปส่วนงานองค์กรสัมพันธ์
รับหน้าที่เป็นไม้แรกรวดเดียวจบถึงจ.กระบี่ ส่วนขากลับให้น้องร่วมคันเป็นผู้ว่าการ ได้รุ่น EL ตัวรองท็อป ที่มีค่าตัวอยู่ที่ 1.669 ล้านบาท
ดีไซน์ภายนอกเติมเต็มอารมณ์สปอร์ต ด้วยกระโปรงหน้าที่แลดูยาว เส้นสายด้านข้างพลิ้วไหว ไหลลื่นไปถึงด้านท้ายที่ลาดลง ดูแล้วให้นึกถึงรถสปอร์ตจากแดนมะกัน
กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ โดดเด่นด้วยรูปแบบที่มีมิติ ไฟหน้า ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟท้ายแบบ LED กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า และพับเก็บอัตโนมัติ
ภายในตกแต่งโทนสีดำ ขับเน้นความเรียบหรู สุขุมลุ่มลึก พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอข้อมูลขนาด 10.2 นิ้ว มองง่ายสบายตา

หน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
ช่องแอร์ดีไซน์เรโทร ตัวควบคุมทิศทางลมคล้ายจอยสติ๊ก ด้านล่างเป็นแป้นวงกลม ทำหน้าที่เป็นนาฬิกาดิจิตอล พร้อมปุ่มควบคุมสั่งการต่างๆ อาทิ ตั้งอุณหภูมิ และแรงลมแอร์ ตามชอบได้ 3 แบบ หรือปรับสีไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
เบาะนั่งขนาดใหญ่ หุ้มหนัง และหนังสังเคราะห์ ฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง เลื่อนออกอัตโนมัติ เมื่อขึ้นและลงรถ
เสียงเครื่องยนต์ และมอเตอร์ แทบไม่มีเข้ามาในห้องโดยสาร เรียกว่างานนี้ฮอนด้าทำการบ้านมาดีมาก ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างชัดเจน

กำลังที่ใช้ในการขับเคลื่อนตัวรถ หลักๆ มาจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ต่อเมื่อต้องการเรียกกำลังมาใช้มากขึ้น เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 147 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 182 นิวตัน-เมตร จะเข้ามาเสริมให้ตัวรถแล่นฉิ่วยิ่งขึ้น
ช่วงตีนต้นจี๊ดจ๊าดสะใจ และถึงแม้จะมองภายนอกดูรูปร่างใหญ่โต แต่เมื่อได้ขับแล้ว รู้สึกถึงความคล่องตัว จากความคมของพวงมาลัย บวกกับกำลังที่เรียกมาใช้งานได้ทันใจ ในทุกย่านความเร็ว เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ทำงานราบเรียบไร้รอยต่อ
จอข้อมูลที่แสดงบนกระจกหน้า มีขนาดใหญ่ ช่วยให้ไม่ต้องละสายตาจากถนนนาน บอกข้อมูลที่จำเป็น หากตั้งเนวิเกเตอร์ไว้ จะแจ้งให้เห็นล่วงหน้าว่า จะต้องเลี้ยวแยกไหน หรือตรงไป ค่อนข้างชัดเจน แต่หลายครั้ง กลายเป็นแยงตา จากแสงที่จ้าอยู่พอประมาณ

เส้นทางทดสอบ ส่วนใหญ่เป็นทางโค้ง และมีเนินขึ้นลงสลับไปมา แต่บอกเลยว่าแทบไม่ได้แตะเบรกเลยสักโค้ง ด้วยความหนึบแน่นของช่วงล่าง แค่ถอนคันเร่งก่อนถึงหัวโค้ง เมื่อเข้าไปจนเกือบออกโค้ง แล้วเติมคันเร่ง เพื่อส่งตัวรถให้ทะยานออกจากโค้งได้อย่างกระชับฉับไว ทำให้ถนนที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรค กลายเป็นขับสนุกขึ้นในบัดดล
ออกไกลเมืองมาพอสมควร เพื่อนร่วมทางเริ่มน้อยลง เติมคันเร่งเพื่อหาความเร็วปลาย เข็มไมล์ไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีย่อ ไม่มีท้อ 150-160-170 ก.ม.ต่อช.ม. วันนั้นจัดไปอยู่ที่ปริ่ม 190 ก.ม.ต่อช.ม. และยังมีช่องว่างให้เติมได้อีกนิดหน่อย แบบนี้ถ้าสุดจริงน่าจะทะลุ 200 ก.ม.ต่อช.ม. สบายๆ
แม้จะอยู่บนย่านความเร็วสูง แต่ช่วงล่างยังนิ่งกริบ ประกอบกับความเงียบภายในห้องโดยสาร ทำให้ต้องเหลือบดูความเร็วว่านี่กำลังขับเกิน 160 ก.ม.ต่อช.ม.แล้วจริงๆ หรือ เพราะดูแล้วเหมือนไม่เร็วเท่าไหร่ ประมาณว่าควบคุมรถได้แบบไม่เครียด
ระบบความปลอดภัย ฮอนด้า จัดให้แบบเต็มพิกัดกับฮอนด้า เซนซิ่งส์ (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย อาทิ เตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ เป็นต้น
ความนุ่มนวลมีมาให้ตามแบบฉบับรถซีดานขนาดใหญ่ ทั้งในตำแหน่งผู้ขับขี่ และที่เบาะหลัง ไม่รู้สึกถึงความกระด้างของช่วงล่าง ส่วนแรงเหวี่ยงมีบ้างยามนั่งเบาะหลัง เวลาน้องที่ทดสอบเข้าโค้งแรงๆ แต่ไม่ถึงกับหัวสั่นหัวคลอน

เบาะหลังกว้างขวาง พื้นที่เหนือศีรษะ พื้นที่วางขา มีมาให้เหลือเฟือ ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบาย ไม่อุดอู้ ช่องแอร์เบาะหลังเล็กไปนิด ต้องหันมาเป่าตรงตัวถึงจะเย็นทันใจ แต่ก็ดีกว่าต้องรอความเย็นจากด้านหน้าเพียงอย่างเดียว
ก่อนออกเดินทางข้อมูลแจ้งไว้ว่ามีน้ำมันให้วิ่งได้ 898 ก.ม. ทดสอบกันไป 125.3 ก.ม. เหลือน้ำมันในถังให้วิ่งได้อีก 721 ก.ม. อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 15.1 ก.ม.ต่อลิตร อาจดูไม่ประหยัดมากเท่าไหร่ เพราะลักษณะการขับแบบทดสอบที่ซัดกันเต็มข้อกันตลอดเส้นทาง
หากขับแบบชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ตัวเลขน่าจะดีกว่านี้ได้อีกเยอะ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ