ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ทั้งสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยี ควบคู่กับการดูแลสังคมและ สิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นโจทย์ท้าทายภาคธุรกิจ น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจ และประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เปิดเวทีสัมมนา “Thailand 2024 Beyond Red Ocean” ระดมกูรูหลากหลายแขนงมา ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูงในระดับดุเดือด (Red Ocean)

เปิดงานด้วยภาพใหญ่เศรษฐกิจในปี 2567

ผ่านมุมมองของ นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ภายใต้หัวข้อ “Thai land Outlook 2024” ฉายภาพเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะเกิดขึ้น 3 ธีมหลัก คือ

1.เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียมกัน และค่อนข้างเปราะบาง 2.สัญญาณการลงทุนที่ยังมองไม่เห็น สังเกตได้จากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่อยู่ระดับ 0.6% และ 3.สัญญาณเตือนภัยจากอัตราการเติบโตของสินเชื่อในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาติดลบ เห็นได้จากสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์โตเพียง 0.5%

“คำถามคือ เศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างไร เมื่อ สินเชื่อโตไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ จากความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจลดลง ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ”

เศรษฐกิจไทยถึงทางแพร่งที่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก หากย้อนสถิติไปก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยโตถึง 7% แต่หลังจากวิกฤตครั้งนั้น ไทยมีการเปลี่ยนเครื่องจักรเศรษฐกิจทำให้จีดีพีโต 5% และทยอยลดลงเหลือ 3-4% จนกระทั่งหลังวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียง 2.5%

ส่วนในระยะยาว หากไทยไม่ทำอะไร แนวโน้มการเติบโตจะอยู่ในระดับนี้และลงต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่ามกลางแรงกดดันต่อการเติบโต 4 ประการคือ 1.โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่มีผลต่อการใช้จ่ายภาคการคลัง และทักษะแรงงาน

2.ความสามารถในการแข่งขันที่จะเห็นได้จากการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในไทยลดลงเหลือเพียง 10% เทียบกับช่วง 20 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 40% ของเม็ดเงิน ทั้งภูมิภาค 3.หนี้ ทำให้เศรษฐกิจโตช้า และ 4.เรื่อง สิ่งแวดล้อม ไทยจะอยู่ตรงไหน

ต่อด้วย นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “AI พลิกโลก” เกี่ยวกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ิ เข้ามาเพิ่มผลิตภาพ และอาจทดแทนแรงงานจำนวนมาก ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ได้แพร่กระจายเข้าไปในหลายอุตสาหกรรม และสามารถเพิ่มผลิตภาพของงานได้ 14%

“ผมทำงานอยู่ในวงการเทคโนโลยี 16 ปี ลงทุนบริษัทเทคโนโลยี 8 ปี ไม่มีเวลาไหนที่ผมกลัวเท่าตอนนี้ ต้องตื่นเช้ามาลองใช้ AI ตัวใหม่ทุกวัน เพราะกลัวตามไม่ทัน”

ขณะที่ความเสี่ยงและความท้าทายของปัญญาประดิษฐ์มี 4 ปัจจัยคือ 1.ความจริงที่บิดเบี้ยว เช่น ข่าวปลอม 2.การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงาน 3.ความแม่นยำ และ 4.การแทนที่มนุษย์

3 ผู้บริหารมาร่วมนำเสนอแนวทางในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันที่ร้อนแรงของ RED OCEAN

โดย นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บรรยายหัวข้อ Beyond Red Ocean โดยถอดโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของแสนสิริ พร้อมนำเสนอมุมมองและทิศทาง ที่จะก้าวข้ามการแข่งขันสูงในตลาดอสังหา ริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในปี 2567

ประกอบด้วย “ปัจจัยความท้าทาย” ได้แก่ 1.อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย มีการศึกษาว่าทุกๆ 1% ของดอกเบี้ยที่มีการปรับขึ้น มีผลกับอำนาจการซื้อที่อยู่อาศัย ประมาณ 8%

2.สถานการณ์เงินเฟ้อ-ราคาวัสดุก่อสร้าง พบว่า ในปี 2565 ที่เริ่มมีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันแพง สร้างผลกระทบอย่างมากกับเรื่องผลผลิต เรื่องวัสดุก่อสร้าง แต่ปีนี้ราคาน้ำมันเริ่มคงที่ อัตราเงินเฟ้อในแง่ต้นทุนการก่อสร้างแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา

3.ค่าแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งธุรกิจอสังหาฯ ใช้แรงงานอย่างมาก ดังนั้นถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงค่าแรงจะมีผลกระทบ โดยมีข้อมูลว่าถ้าค่าแรงปรับขึ้นเป็น 400 บาทต่อวัน จาก 300 กว่าบาท จะมีผลกระทบกับต้นทุนก่อสร้างขึ้น 3-4% หรือผลกระทบต่อราคาขาย 2-3% และ 4.หนี้ครัวเรือน-ความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนประเทศไทยปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 90% ถ้าหนี้ครัวเรือนสูง จะส่งผลกระทบต่ออำนาจในการซื้อที่อยู่อาศัยลดลง

“ปัจจัยโอกาส” ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวฟื้น จะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อต่างชาติ 2.รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ 3.ค่าเงินบาทอ่อนตัว ดึงดูดความสนใจนักลงทุน

ด้าน นายสุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โทฟุซัง จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์น้ำเต้าหู้ “โทฟุซัง” ว่า ตลาดน้ำเต้าหู้มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท จากการมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2 ราย และการแข่งขันสูง แต่ยังคงมีช่องว่างที่เป็นบลูโอเชียน และเป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นรายอื่นๆ อยู่

ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ซึ่งยังมีหลายจุดหรือหลายกลุ่มที่ยังไม่มี ผู้เล่นรายใดตอบโจทย์ โทฟุซัง จึงอาศัยยุทธศาสตร์นี้หา บลูโอเชียน และสร้างการเติบโตมาตลอด พร้อมกับ ใช้ทำการตลาดแบบสร้างสีสัน เช่น วางขายสินค้าตัวพิเศษตามฤดูกาล หรือวางขายแบบจำกัดเวลา เพื่อสร้างความตื่นเต้น และความสดใหม่ให้กับแบรนด์

ส่วน นายจักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า แบรนด์รองเท้านันยางได้เดินทางมาแล้ว 70 ปี หากย้อนกลับไปวันแรกภาพจำตั้งแต่เริ่มเข้ามาในไทยจนถึงวันนี้ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือยุคสมัย

“ดังนั้นการที่เราจะอยู่ในตลาดนักเรียนได้ จะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะรองเท้านักเรียน เวลาที่ใส่ยี่ห้อไหนแล้วก็จะซื้อยี่ห้อเดียว ซึ่งเราจะเรียกตลาดนี้ว่า zero sum game คือ เกมที่ต้องมีแพ้-ชนะ เมื่อลูกค้าเลือกซื้อ 1 ยี่ห้อไปแล้ว ก็ต้องไปสู้กันใหม่ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.”

ปิดท้ายด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ร่วมบรรยายในหัวข้อ Soft power The great challenger ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อจัดตั้งองค์กรไทยแลนด์ ครีเอทีฟ คอนเทนต์ เอเจนซี่ (THACCA) เพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมซอฟต์เพาเวอร์ไทยทั้งระบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาได้ช่วงกลางปี 2567

โดยจะดำเนินนโยบาย One family one softpower : OFOS เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเพิ่มทักษะบุคลากรผ่านกลไกกองทุนหมู่บ้าน ช่วยยกระดับรายได้ประชากรต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 16,000 บาท/เดือน เพื่อก้าวพ้นเส้นความยากจน จากปัจจุบันที่ประชากรมีรายได้ต่อครัวเรือน 11,200 บาท/เดือน หรือเฉลี่ย 2,800 บาท/คนเท่านั้น

“ปัจจุบันนโยบาย 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์เพาเวอร์ ได้นำร่องโครงการย่อยไปแล้ว คือ โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 ร้านอาหารไทย ตั้งเป้าไว้ว่าจะอบรมประชาชน 7 หมื่นคน โดยมีเชฟชื่อดังเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างเชฟมาตรฐาน ด้านกีฬาก็ได้ยกระดับมวยไทย ให้มีหลักสูตรชัดเจนมากขึ้น”

หวังว่างานสัมมนาบนเวทีนี้จะช่วยหาคำตอบให้ภาคธุรกิจได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน