นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ประกาศเดินหน้านโยบายด้านเกษตรกรรม “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยจะเร่งแก้ไขปัญหา อุปสรรค เพื่อให้เกิดความอยู่ดีกินดี เน้นย้ำการดำเนินงานให้ปลอดภัยที่สุด ประหยัดที่สุด โปร่งใสที่สุด มุ่งรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าปศุสัตว์โดยรวม

ล่าสุด นายไชยาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ข่าวสดถึงแนวโน้มสินค้าปศุสัตว์ อาทิ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โค และน้ำนมดิบ เป็นต้น ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ซึ่งกรมปศุสัตว์ต้องรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้า และเอาจริงกับการปราบปรามของเถื่อนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคระบาดและราคาสินค้าตกต่ำ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ตลอดจนดูแลด้านคุณภาพ โดยเฉพาะอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง

กรมปศุสัตว์ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเกิดโรคระบาดในสัตว์ เพื่อลดการสูญเสียเป็นวงกว้างหากเกิดการระบาดของโรคในสัตว์ และเพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกของสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งในแต่ละปี ภาคปศุสัตว์นำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ในสัตว์ จำนวน 52 ชนิดวัคซีน มีมูลค่าวัคซีนรวม 6,321.81 ล้านบาท

แบ่งเป็นวัคซีนสำหรับสุกรจำนวน 15 ชนิด มูลค่า 3,000 ล้านบาท วัคซีนสำหรับสัตว์ปีกจำนวน 30 ชนิด มูลค่า 2,392.91 ล้านบาท และวัคซีนสำหรับสุนัขและแมวจำนวน 7 ชนิด มูลค่า 928.77 ล้านบาท ส่วนของวัคซีนสำหรับโค-กระบือ เป็นวัคซีนของกรมปศุสัตว์และบางส่วนเป็นวัคซีนที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะไทยผลิตได้เพียง 385.417 ล้านบาท ในช่วงปี 2564-2566

ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานวัคซีนเพิ่ม หรือขยายกำลังการผลิตโดยการปรับปรุงโรงงาน ผลิตวัคซีนเดิมที่มีอยู่ เพื่อลดการนำเข้า ปัจจุบันสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ มีโรงงานผลิตวัคซีนสัตว์ 5 โรงงานประกอบด้วย โรงงานผลิตวัคซีนปากและเท้าเปื่อยสำหรับสุกร, โรงงานผลิตวัคซีนปากและเท้าเปื่อยสำหรับโค-กระบือ, โรงงานผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์ปีก, โรงงานผลิตวัคซีนอหิวาต์สุกร และโรงงาน ผลิตวัคซีนแบคทีเรีย

ส่วนการดำเนินการ เบื้องต้นมี 2 แนวทางในการสร้างโรงงานผลิตวัคซีน คือ 1. การของบประมาณจากรัฐบาล และ 2. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP)

ซึ่งแนวทางที่ 2 มีความเป็นไปได้มากกว่า เพราะหากตกลงเลือกแนวทางที่ 2 การร่วมทุนกับเอกชนคาดว่าจะใช้เวลาประมาณไม่ต่ำกว่า 2 ปี และไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลมากนัก แต่หากเป็นแนวทางที่ 1 คือ การของบประมาณจากรัฐบาล คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี

“สาเหตุที่ต้องลงทุนสร้างโรงงานผลิตวัคซีนใช้เองนั้น เนื่องจากถูกกว่าการ นำเข้า ยกตัวอย่างเช่น วัคซีนปาก เท้าเปื่อยสำหรับสุกร ที่ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ มีมูลค่าต่ำกว่าวัคซีนที่นำเข้าประมาณ 2 เท่า ซึ่งจะประหยัดงบประมาณได้ถึง 570 ล้านบาท ต่อปี หากโรงงาน ผลิตวัคซีนสัตว์ผ่าน การรับรองมาตรฐาน GMP และวัคซีนได้รับการขึ้นทะเบียนจะสามารถส่งออกไปจำหน่าย เพิ่มรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง”

ส่วนโรงงานผลิตวัคซีนสำหรับปศุสัตว์ เป็นภารกิจหลักของสำนักเทคโนโลยี ชีวภัณฑ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ ที่จะผลิตวัคซีนสัตว์เพื่อใช้ป้องกันและบำบัดโรคระบาดสัตว์ภายในประเทศ ปัจจุบันผลิตวัคซีนสัตว์จำนวน 14 ชนิด สารทดสอบโรคจำนวน 1 ชนิด โดยแบ่งเป็นวัคซีนสำหรับสุกรจำนวน 2 ชนิด วัคซีนสำหรับโค กระบือ แพะ แกะ จำนวน 6 ชนิด วัคซีนสำหรับสัตว์ปีกจำนวน 6 ชนิด

อย่างไรก็ตาม หากจะต้องดำเนินการในทิศทางใดจำเป็นต้องศึกษาถึงผลได้ ผลเสีย ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1 – 2 เดือนจะได้ข้อสรุป

นายไชยากล่าวยอมรับว่า หลังเกิดการระบาดของโรค อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เมื่อต้นปี พ.ศ. 2565 เป็นการระบาดอย่างหนักจนทำให้ผู้เลี้ยงสุกรในประเทศได้รับผล กระทบ ราคาในประเทศตกต่ำสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากต้นทุนอาหารสัตว์และราคาพลังงาน ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรในประเทศลดลงอย่างมาก จนปริมาณสุกรไม่เพียงพอ ต่อผู้บริโภคภายในประเทศ จึงเริ่มมีผู้ลักลอบนำเนื้อสุกรจากต่างประเทศเข้ามาและระบาดหนักในช่วงปี 2566 นี้

“เมื่อนายกฯ ให้ความสำคัญการปราบปรามสินค้าปศุสัตว์เถื่อนที่ลักลอบเข้าไทยในรูปแบบกองทัพมด ทยอยนำเข้า โดยแฝงมากับสินค้าอื่น หรือสำแดงเท็จเป็นอาหารทะเล ส่วนมากจะมีการจับกุมได้ที่ห้องเย็น โดยประกาศล้างบาง ให้ถึงต้นตอผู้นำเข้าตัวเบ้ง จึงสั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งทำแผนปราบปรามสุกร และปศุสัตว์เถื่อน”

ปัจจุบันกรมปศุสัตว์เข้มงวดตรวจสอบการนำเข้า โดยเฉพาะห้องเย็นทั่วประเทศและมีการปราบปรามการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การลักลอบนำเข้าซากสุกรเถื่อน ที่มีอยู่ในท้องตลาดมีปริมาณ ลดน้อยลง

ภาพรวมตลอดปี 2565 จนถึงปัจจุบัน มีการจับกุมดำเนินคดีลักลอบนำเข้าซากสุกรไปแล้ว เป็นซากของสุกรกลางทั้งหมด 5,505,701 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 757,669,880 บาท ซึ่งได้ดำเนินการทำลายซากสุกรของกลางไปแล้วทั้งสิ้น 1,060,128 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 176,210,479 บาท อยู่ระหว่างการรอทำลายจำนวน 4,374,944 กิโลกรัม มูลค่า 569,490,526 บาท อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี จำนวน 70,629 กิโลกรัม มูลค่า 11,968,875 บาท

ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มุ่งมั่นปราบปรามสินค้าปศุสัตว์เถื่อนอย่างจริงจัง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน