“ปลายเดือนมกราคม เข้าสู่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่จะเข้าสู่ช่วงวิกฤตจริงๆ ผมจะมาลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง… ปัญหานี้ต้องหมดไปเพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ก็คืออากาศสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ”

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไว้ที่ จ.อุตรดิตถ์ ระหว่างลงพื้นที่ภาคเหนือ โดยรัฐบาลจัดให้การแก้ฝุ่นพิษเป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องเอาจริงเอาจัง

นายกฯ ระบุด้วยว่า ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในเรื่องของ PM 2.5 ปีนี้รัฐบาลจะผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เข้าสู่การพิจารณาของสภา

เมื่อกลับกรุงเทพฯ ต้องไปพูดคุยกับฝ่ายทหารที่น่าจะมีส่วนช่วยได้อย่างสูงสุด ต้องพึ่งหน่วยงานความมั่นคงจาก กอ.รมน. ซึ่งจะกลับไปพูดคุยกันอีกครั้ง รวมถึงการพูดคุยกับทางโรงงานน้ำตาลด้วยเช่นกัน และต้นปี 67 ก็จะลงพื้นที่อีกครั้งตามที่ กล่าวไว้ข้างต้น

นายเศรษฐายืนยันไม่ใช่การกำหนดเดดไลน์การแก้ปัญหา แต่เพราะใกล้จะเข้าสู่ฤดูไฮซีซั่นดังนั้นเคพีไอต้องลดลงครึ่งหนึ่งคือ 50% เป็นเป้าที่วางไว้ให้กับทุกภาคส่วน ยืนยันพยายามอย่างเต็มที่ที่จะลดให้ได้ครึ่งหนึ่งก่อน

ก่อนให้สัมภาษณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายเศรษฐาได้ประชุมมอบนโยบายเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2567 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ต.ช้างเผือก อ.เมืองจ.เชียงใหม่

โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย คณะผู้บริหาร ทส. ผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ หน่วยราชการในพื้นที่ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เอ็นจีโอ สส. และกอ.รมน. เข้าร่วมประชุมรับมอบนโยบาย

เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เร่งแก้ปัญหาลดพื้นที่การเผาไหม้ซ้ำซาก ในพื้นที่ 10 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่การเกษตร ตั้งเป้าลดพื้นที่ไฟไหม้ให้ได้ร้อยละ 50 จากปี 2566 รวมถึงการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ควบคุมฝุ่นในเขตเมือง เพิ่มจุดตรวจสอบตรวจจับควันดำ

พร้อมตรวจความพร้อมกำลังพลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครควบคุมไฟป่ารวมกว่า 1,500 นาย และเยี่ยมชมหน่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศแบบเคลื่อนที่ของกรมควบคุมมลพิษ และเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าของ ทส. ที่ด้านหน้าศูนย์ประชุมฯ

นายกฯ รับฟังบรรยายสรุปจากนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ สาเหตุสำคัญของการเกิดฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ เกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ ไฟป่า, การเผาเศษวัสดุการเกษตร และปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

รวมถึงฟังรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาอย่างละเอียดและตั้งใจ จาก 8 หน่วยงานและภาคประชาสังคม ซึ่งบางช่วงนายกฯ สอบถามเจาะลึกประเด็นต่างๆ กับผู้กล่าวรายงานเพื่อทำความเข้าใจ

นายกฯ กล่าวว่า อยากให้ปัญหานี้ลดน้อยลงไป หากพูดว่าหมดไปคงลำบาก เราอยู่กับความเป็นจริงดีกว่าจากที่ฟังการรายงานขอแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก เริ่มจากปัญหารถยนต์ที่มีปัญหาท่อไอเสีย เป็นองค์ประกอบหนึ่งแต่ไม่ได้ใหญ่มาก และเชื่อว่าโลกเปลี่ยนไปเยอะ การใช้รถยนต์ที่มีสันดาปหรือฝุ่นควันก็จะลดน้อยลงไปแล้ว มีการใช้รถอีวีมากขึ้น

ประเด็นที่สองการเผาป่ากับเผาซากผลิตภัณฑ์เกษตร ซึ่งเราให้ความสำคัญมาก บ่อเกิดเรื่องนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ถ้าซากหรือซังข้าวโพดมีคนมารับซื้อชาวบ้านก็ไม่ต้องเผา เชื่อว่าไม่มีใครอยากทำ ทุกคนตระหนักดีถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่เพราะค่าใช้จ่ายสูงในการบริหารจัดการซากพืช ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และปัญหาใหญ่คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง

ถ้าเขามีรายได้ดี พืชผลราคาแพง มีตลาดส่งออก แม้ต้นทุนการจัดการซากพืชเพิ่มขึ้นก็เชื่อว่าเขาก็ยินดี แต่ตราบใดที่ตลาดปิด ราคาพืชผลไม่ดีขึ้น เขาก็ไม่อยากมีต้นทุนเพิ่ม

เราต้องทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ฝ่ายความ มั่นคง ขอบคุณแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ได้เสนอหลายมาตรการ เรามีกำลังพลเหลือ มียุทโธปกรณ์เหลือ ก็นำมาช่วยในแง่ลดปัญหาเรื่องไฟป่า

มี.ค.ปีที่แล้ว ตนเช็กค่าฝุ่น Top 10 ของโลก 5 ที่อยู่ที่ ภาคเหนือของไทย จึงไม่ต้องบอกว่าทำไมการท่องเที่ยวไม่ดีอย่างที่ควร เราใช้นโยบายเป็นตัวกระตุ้นการท่องเที่ยว ผู้ว่าฯ ก็ช่วยเหลือ ให้สนามบินเปิดได้ 24 ชั่วโมง รัฐบาลออกวีซ่าฟรีให้คนจีน อินเดีย ไต้หวัน คาซัคสถาน แต่ถ้าเขาไปกรุงเทพฯ ภูเก็ต อากาศดีกว่าเชียงใหม่

ปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญ ทิศทางลมจากเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ ทั้งสปป.ลาวและเมียนมา เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาและพัฒนาไปด้วยกัน ในส่วนของ สปป.ลาวเป็นการพูดคุยเจรจาทวิภาคี ต้องเห็นใจเเหมือนกันเศรษฐกิจเขาไม่ดีเท่าเรา ปัญหาด้านเกษตรเรื่องการจัดเก็บ การทำลายซากพืชผลก็ ไม่ดีเท่าเรา

อีกส่วนที่สำคัญคือภาคเอกชน หรือคนที่ไปรับซื้อจากเขา จะสนใจแต่ราคาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าพืชผลที่รับซื้อมาถูกจัดการไปอย่างถูกต้องตามหลักหรือไม่ ถ้าไปซื้อจากประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องอากาศบริสุทธิ์ เรามีพ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อนบ้านไม่ทำ หรือนายทุนจากบ้านเราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ รัฐบาลนี้ยอมรับไม่ได้ ถ้าพูดคุยกันแล้วไม่ทำก็มีมาตรการเรื่องภาษี

“ยืนยันรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับเรื่องอากาศสะอาด การแก้ปัญหาฝุ่นควัน เพราะสิทธิพื้นฐานของมนุษยชน เรื่องพื้นฐานที่สุดและควรที่ประชาชนจะได้คืออากาศสะอาดซึ่งเป็นของฟรี

ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสนใจ ไม่สามารถทำให้มันดีขึ้นได้ ผมว่าเรามีปัญหา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขอให้ทุกท่านตระหนักและเข้าใจว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ” นายเศรษฐาระบุ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน