ไม่เฉพาะแค่รถอีวีเท่านั้นที่กำลังกลายเป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ เพราะในกลุ่มสองล้อ มอเตอร์ไซค์ เริ่มมีหลายค่ายขยับเขยื้อน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่ที่มีการนำมาทดลองใช้งาน ในลักษณะให้เช่าใช้ หรือค่ายเล็กที่เปิดตัวทำตลาดกันอย่างคึกคัก

แต่ที่ดูโดดเด่นและมุ่งมั่นจริงจังต้องยกให้ค่าย สลีค อีวี (SLEEK EV) แบรนด์ลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ ภายใต้การกุมบังเหียนของ กันตินันท์ ตันวีนุกูล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานกรรมการบริหาร มาฟังวิสัยทัศน์ในการนำพาสลีค อีวี ทำตลาดในบ้านเรา จะไปในทิศทางใด

● โอกาสในการทำตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนไทยค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถส่วนตัวหรือรถสาธารณะ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จึงเป็นทางเลือกที่ได้ทั้งความประหยัด ค่าชาร์จไฟฟ้าเต็ม 1 ครั้งอยู่ที่ 8-12 บาท เดินทางได้ประมาณ 100 ก.ม. ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของคนไทยได้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากมาตรฐานที่ไม่นิ่ง แต่สลีค อีวี สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นของตัวเองจากความรู้ของทีมงานผู้ร่วมก่อตั้งคนไทยและสิงคโปร์ อีกทั้งมีแหล่งผลิตมอเตอร์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีชั้นสูงจากประเทศจีน ทำให้ได้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ใช้งานได้จริง และผลิตที่โรงงานภายในประเทศของคนไทย

● แผนการทำตลาด
ด้วยเทรนด์ความต้องการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรฐานการผลิต คุณภาพสินค้าและบริการของสลีค อีวี จะทำให้สามารถเข้าไปอยู่ในเทรนด์ได้อย่างแน่นอน โดยกลยุทธ์การตลาดคือการบอกแบบปากต่อปาก เพราะเชื่อมั่นว่าหากสินค้ามีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม จะเป็นการทำการตลาดได้ดีกว่าการทุ่มเงินเพื่อโปรโมตอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ สลีค อีวียังเป็นค่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่แตกต่าง เพราะให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย แม้จะมีชิ้นส่วนน้อย การซ่อมบำรุงไม่มาก แต่มองว่าบริการหลังการขายที่ดี สต๊อกอะไหล่ที่พร้อม นอกจากทำให้ลูกค้าได้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังเพิ่มความสบายใจและนำมาซึ่งการซื้อซ้ำอีกด้วย ปัจจุบันร้านตัวแทน จำหน่ายสลีค อีวี มีอยู่ 25 แห่ง ปีหน้าตั้งเป้าเพิ่มเป็น 75-100 แห่ง และในอนาคตเพิ่มเป็น 300 แห่งทั่วประเทศ

● ปีหน้ามีรถรุ่นใหม่กี่รุ่น
ปัจจุบันมีรถทั้งหมด 3 รุ่น สลีค อีวี ONE สลีค อีวี TYPE-V และ สลีค อีวี TYPE-V GT โดยทั้งหมดเป็นรถสไตล์สกู๊ตเตอร์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ทั้งที่ตัวรถ หรือนำออกมาชาร์จไฟบ้านได้อย่างสะดวก

สำหรับรถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้ามีทั้งหมด 4 รุ่น ซึ่งจะใช้แบตเตอรี่รุ่นใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งเวลาในการชาร์จที่เร็วขึ้น จำนวนการชาร์จที่มากขึ้นเป็น 2,500 ครั้ง และระยะทางการวิ่งเพิ่มเป็น 150 ก.ม.ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง พร้อมกันนี้ ยังรับประกันแบตเตอรี่ 3 ปี หรือ 20,000 เพื่อสร้างความสบายใจให้กับลูกค้า ราคาอยู่ที่ 50,000-90,000 บาท

สำหรับยอดขายปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1,200 คัน ส่วนปีหน้าเมื่อสินค้ามีความหลากหลาย และการตลาดเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่เดือนละ 1,000-2,000 คัน

พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ในตลาดรถมอเตอร์ไซค์โดยรวมที่มีอยู่ประมาณ 1.8 ล้านคัน ต่อปี ภายในปี 2573 อีกด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน