พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดในขณะนี้ กำลังจะเปิดเวทีชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ คนที่ 9 ในวันที่ 9 ธ.ค.นี้
หลังจากไร้ผู้นำพรรคมายาวนานกว่า 7 เดือน
ครั้งนี้ถือเป็นรอบที่ 3 หลังประสบปัญหาองค์ประชุมล่ม ถึง 2 ครั้ง คือวันที่ 9 ก.ค. และวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา
ศึกหัวหน้าพรรค ก็ยังคงดุเดือดเหมือนเช่นเคย ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมองค์ประชุมสำรองจำนวน 150 คน ป้องกันองค์ประชุมไม่ครบเหมือนที่ผ่านมา
ครั้งนี้มีการเปิดตัวคู่ชิงออกมาแล้ว
นายนราพัฒน์ แก้วทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบภาคเหนือ ซึ่งมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการหัวหน้าพรรค และอดีตเลขาธิการพรรค เป็นผู้สนับสนุน และถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ตั้งแต่การประชุมใหญ่ครั้งแรก
เป็นลูกชายของนายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย และอดีตรัฐมนตรี บ้านใหญ่แห่งเมืองชาละวัน
ถือเป็นบุคคลที่มีขุมกำลังไม่ธรรมดา มี สส.ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากจากจำนวนทั้งหมด 25 คน และอยู่ในความดูแลของนาย เฉลิมชัย พร้อมด้วย นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา ผู้กุมบังเหียนดูแล สส.ภาคใต้ ให้การสนับสนุน
มีคู่แข่งคือ มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. พรรคประชาธิปัตย์
เปิดตัวลงสมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 29 พ.ย. ก่อนวันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเพียง 10 วัน
โดยได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส.บัญชีรายชื่อ นำโดยอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง นายชวน หลีกภัย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ สส.ภาคใต้ บ้านใหญ่ เป็นผู้สนับสนุน
สส.กลุ่มนี้ ก่อนหน้านั้นสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค ให้กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง
แต่ติดข้อบังคับ ต้องผ่านเกณฑ์คะแนน 70-30 ซึ่ง สส.ส่วนใหญ่อยู่อีกขั้ว จึงเลือกที่จะไม่ลงสมัคร เพราะลงไปก็คงแพ้แน่นอน
แม้จะเปิดตัวช้า แต่มาดามเดียร์ก็ใช้โซเชี่ยลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารไปถึงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศ
ปล่อยคลิปโชว์วิสัยทัศน์เป็นแม่ทัพประชาธิปัตย์
ปลุกฟื้นฟูศรัทธา อุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาได้รับความไว้วางใจ ให้กลับมาเป็นความหวัง
พร้อมเดินสายเชิญชวนสมาชิกเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ ผลัดใบประชาธิปัตย์ยุคใหม่
แต่หนทางของมาดามเดียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพิ่งเป็นสมาชิกพรรคได้เพียง 1 ปี 2 เดือน

ขณะที่ข้อบังคับพรรคระบุต้องเป็นสมาชิกติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ดังนั้น ต้องฝ่าถึง 3 ด่าน
นั่นคือต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคก่อน ถึงจะลงชิงหัวหน้าพรรค โดยทั้ง 2 ด่านนี้ต้องขอให้สมาชิกในที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4
ด่านสุดท้าย ต้องผ่านเกณฑ์ 70-30 ซึ่ง 70 คือเสียงโหวตของ สส.ประชาธิปัตย์ ถึงจะนั่งหัวหน้าพรรคได้
อดีต สส.ประชาธิปัตย์อย่าง นายเทพไท เสนพงศ์ มองว่า ถ้าดูจากกระแสข่าวพบว่า มีผู้เสนอตัวเข้าแข่งขันเป็นหัวหน้าพรรค 2 คนคือ นายนราพัฒน์ แก้วทอง กับ น.ส.วทันยา บุนนาค ซึ่งต่างก็มีจุดอ่อนและจุดแข็งที่แตกต่างกัน
ถ้าหากดูจากกระแสภายนอกพรรค จะเห็นได้ว่าคะแนนนิยมของมาดามเดียร์มีเหนือกว่านายนราพัฒน์ แต่ถ้าดูกระแสความนิยมภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโหวตเตอร์ที่เป็น สส. นายนราพัฒน์จะมีคะแนนเหนือกว่าหลายขุม
เว้นแต่จะมี สส.ซึ่งเป็นโหวตเตอร์ที่มีน้ำหนักคะแนนมากที่สุด จะปันใจไปเลือกมาดามเดียร์มากขึ้นเท่านั้น
ขณะที่มุมมองจากคนนอกพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ฟันธงว่า 9 ธ.ค. นายนราพัฒน์น่าจะได้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพราะได้เปรียบตรงที่เป็น สส.หลายสมัย มีทั้ง นายเฉลิมชัย และนายเดชอิศม์ พยายามผลักดัน
ส่วนมาดามเดียร์ถือเป็นคนรุ่นใหม่ มีคนสนับสนุน เป็นบุคคลสำคัญเดิมในพรรค อย่างอดีตหัวหน้าพรรคทั้งนายชวน นาย จุรินทร์ นายบัญญัติ แต่กติกาเลือกภายใต้กฎ 70-30 ซึ่ง 70 คือ สส. โดย สส.ของประชาธิปัตย์ 25 คน ส่วนใหญ่เอนไปทางกลุ่มนายเฉลิมชัย คิดว่าจะได้เป็นความได้เปรียบเสียเปรียบในจุดนี้
มองว่าทั้ง 2 คนนี้ หากได้เป็นหัวหน้าพรรค ผลลัพธ์จะต่างกัน หากเป็นนายนราพัฒน์ อาจนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อรอเวลาหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะนายนราพัฒน์ไม่ใช่คนที่ขายได้ในการเลือกตั้ง ชื่อของนราพัฒน์ยังไม่ถึงจุดนั้น หากชูเป็นนายกฯ จะเสียเปรียบพรรคอื่น จึงคิดว่าหากถึงเวลาเลือกตั้งจริงอาจเป็นคนอื่นที่มีชื่อเสียง เป็นคนที่ทั้งประเทศรู้จัก
หากมาดามเดียร์ได้เป็นหัวหน้าพรรค มองว่าอาจชูการเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เห็นภาพความหวังของพรรค ของคนรุ่นใหม่ ดึงคนรุ่นใหม่มาทำงาน ซึ่งอาจจะสู้หรือเทียบเคียงก้าวไกลได้เลย