หอการค้า เผยความเชื่อมั่น ‘ผู้บริโภค-ธุรกิจ’ พ.ย. แผ่ว จากเศรษฐกิจซึม จี้รัฐเร่ง 2 โครงการ “e-Refund – แก้หนี้นอกระบบ” เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้แสนล้าน ดันจีดีพีโต เพิ่ม 0.6%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพ.ย. 2566 ว่า ปรับตัวจากระดับ 60.2 เป็น 60.9 สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงสุดในรอบ 45 เดือน แต่ค่ายังต่ำกว่าระดับ 100 ซึ่งเป็นค่าปกติ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าจากค่าครองชีพสูงซึ่งฉุดกำลังซื้อของประชาชนทุกภูมิภาค
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) พ.ย. 2566 อยู่ที่ 54.3 ปรับลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน โดยดัชนีเกือบทุกหมวดมีค่าปรับลดลงมากถึง 1 จุด อาทิ ท่องเที่ยวลดลง จาก 49.2 เป็น 48.0 ภาคเกษตร ลดลง จาก 50.2 เป็น 49.1 ภาคบริการลดลง 60.6 เป็น 59.4 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเริ่มมีมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจ มองเศรษฐกิจเริ่มแผ่ว เพราะท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นนักท่องเที่ยวจีนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งยังกังวลเรื่องปัญหาภัยแล้งอาจทำให้ในภาคการผลิตน้ำไม่เพียงพอ และผลผลิตทางการเกษตรปรับลดลง ขณะที่ภาคส่งออกยังไม่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการมองเหมือนกันว่า เศรษฐกิจไทยมีอาการซึมๆ ขาดแรงกระตุ้น และอยู่ในช่วงสุญญากาศของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน เพื่อประคองกำลังซื้อที่หายไปจากปัญหาหนี้ครัวเรือน
สำหรับโครงการเร่งด่วนที่รัฐควรเร่งดำเนินการคือ โครงการ e-Refund(อี-รีฟันด์) การลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ทั้งนี้ คาดว่าหากรัฐบาลเร่งทำโครงการ e-Refund จะมีเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ หากสามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบวงเงินรวม 7 หมื่น – 1 แสนล้านบาท ในระบบได้ จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ได้ 100% จะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท
“ทั้งนี้ หากรวม 2 มาตรการดังกล่าวจะทำให้มีเม็ดเงิน เข้ามาเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ รวม 1 แสนล้านบาท สามารถผลักให้จีดีพีไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้นได้มากถึง 0.4-0.6% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าโตได้ 3-3.5%ทั้งนี้ยังไม่รวมมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต”