เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและภริยา ร่วมงานประเพณีเผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย และเป็นประธานอัญเชิญพระประทีปพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระประทีปพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์ รวม 12 พระองค์ โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, นางลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วย รมว.วัฒนธรรม, นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นายสุชาติ ทีคะสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ วัฒนธรรมจังหวัด เครือข่ายทางวัฒนธรรม แขกผู้มีเกียรติ นักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างประเทศ ประชาชน ผู้สนใจ เข้าร่วมพิธี ณ ตระพังตะกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ในการนี้ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้อัญเชิญพระประทีปพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวาง ควัฒน วรขัตติยราชนารี ลงลอย และร่วมลอยกระทง ร่วมกิจกรรมเล่นไฟ พร้อมชมการแสดงชุดตำนานท้าวศรีจุฬาลักษณ์และชมการแสดงพลุ ตะไล ไฟพะเนียง ณ ตระพังตะกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย พร้อมทั้งเยี่ยมชมลานจำลองวิถีชีวิต หมู่บ้านวิถีไทย งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2566 ณ บริเวณศาลาสี่หลัง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

ทั้งนี้ ลานจำลองวิถีชีวิต หมู่บ้านวิถีไทย งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2566 ประกอบด้วยกิจกรรมมากมาย อาทิ ลานกีฬาและวัฒนธรรมสร้างสุข การออกร้านอาหารและจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนไทย (CCPOT) ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมของจังหวัดสุโขทัย กิจกรรมส่งเสริม การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนแหล่งเรียนรู้ไร่ดวงใจ และนิทรรศการเผยแพร่สาระของประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ประจำปี 2566

สำหรับงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย 2566 จัดขึ้นทุกปีที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย ซึ่งตลอดระยะเวลาการจัดงานมีประชาชนและนักท่องเที่ยวสนใจเข้าเที่ยวชมงานกว่า 340,000 คน ถือเป็นงานเทศกาลระดับชาติที่จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างหนาแน่นทุกปี ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้มุ่งเน้นการปรับบทบาทสู่แนวทางเชิงเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

โดยมีวิสัยทัศน์คือ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ มีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย” ภายใต้กรอบแนวคิด “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างมีผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ตอบสนองความต้องการของประชาชนและ ทุกภาคส่วน รวมถึงมีเจตจำนงที่ชัดเจนในการนำพลังสร้างสรรค์มาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ เน้นการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ สร้างทักษะฝีมือ และสร้างโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน
เป็นอีกหนึ่ง Soft Power ที่สำคัญของไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่